IAMS TH
cat article
cat article

adp_description_block473
วิธีดูแลแมวเหมียว

  • แบ่งปัน

เราต่างก็รู้กันดีว่าแมวเป็นสัตว์รักอิสระ และมักจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลนะ เจ้าของควรใส่ใจดูแลพวกเค้าให้มีสุขภาพดีแข็งแรง หมั่นสังเกตพฤติกรรมที่ผิดแปลกไป อย่างในเรื่องการกิน ควรสังเกตว่าพวกเค้ากินอะไรบ้าง ปริมาณมากหรือน้อยเท่าใด นอกจากนี้เราอาจกำหนดตารางเวลาในการทำกิจวัตรประจำวันของพวกเค้าให้ชัดเจนเพื่อความง่ายต่อการดูแล และที่สำคัญที่สุดคือควรพาไปตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ ทั้งนี้การดูแลแมวในช่วงโตเต็มวัยจะง่ายกว่าการดูแลลูกแมวแรกคลอด

 

เช็กลิสต์สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการดูแลเจ้าเหมียวที่ทาสแมวควรรู้

  • การรักษาพยาบาล:

    น้องแมวโตเต็มวัยควรได้รับการตรวจเช็กสุขภาพอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเค้าจะมีร่างกายที่แข็งแรง และไม่มีอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่เจ้าของอาจมองข้ามไป
  • การดูแลความสะอาด:

    ถึงแม้ว่าเจ้าเหมียวจะเลียขนทำความสะอาดตัวเองเป็นประจำ แต่ก็แนะนำให้อาบน้ำทุก 4 – 6 สัปดาห์ และควรทำความสะอาดเบาะนอนของพวกเค้าเป็นประจำด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าเหมียวที่คุณรักจะไม่ล้มป่วย
  • การให้อาหาร:

    เมื่อเจ้าเหมียวมีอายุ 4 เดือน เราอาจแบ่งการให้อาหารเป็น 3 มื้อต่อวัน แต่เมื่อมีอายุมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป ให้ลดลงเหลือ 2 มื้อต่อวันได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์ถึงปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับเจ้าเหมียวของเราด้วย
  • การดูแลช่องปากและฟัน:

    เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจดูแลกันเป็นประจำ และเพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ควรฝึกแปรงฟันให้เจ้าเหมียวตั้งแต่ยังเป็นลูกแมว โดยเริ่มจากบีบยาสีฟันสำหรับแมวโดยเฉพาะลงบนนิ้ว จากนั้นใช้นิ้วถูทำความสะอาดเบา ๆ บริเวณเหงือกและฟัน หากพบว่าเจ้าเหมียวมีกลิ่นปาก มันอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้โรคได้ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ในทันที
  • การฝึกเข้าสังคม:

    แม้จะมีนิสัยรักสันโดษ แต่เจ้าเหมียวก็ฝึกเข้าสังคมได้เช่นกัน โดยวิธีการเข้าหาเจ้าเหมียวที่ถูกต้องคือ ควรให้เค้าเห็นอยู่ในระดับสายตา และห้ามใช้เสียงดัง คุณอาจลูบหัวพวกเค้าเบา ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยได้

 

การฝึกทักษะที่จำเป็นให้เจ้าเหมียว

เมื่อพาเจ้าเหมียวเข้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำถัดมาคือให้พวกเค้าทำความคุ้นเคยกับบ้านหลังใหม่ และเริ่มฝึกทักษะต่าง ๆ แม้การฝึกอาจดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะต้องฝึกบ่อยครั้งและใช้ความอดทนค่อนข้างมาก แต่มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยเลย ซึ่งการฝึกและดูแลเจ้าเหมียวขั้นพื้นฐานนั้น ครอบคลุมทั้งการเตรียมกระบะทราย การฝึกเข้าห้องน้ำ การทำหมัน และการปกป้องพวกเค้าจากอันตรายภายในบ้าน โดยเพื่อน ๆ ลองทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้ดูได้เลย

  • การเตรียมกระบะทราย:

    ควรวางกระบะทรายไว้ในมุมที่เข้าถึงได้ง่าย และไม่ควรเปลี่ยนที่กระบะทรายบ่อย หากจำเป็นควรค่อย ๆ เคลื่อนย้ายวันละนิด ที่สำคัญคือควรทำความสะอาดกระบะทรายเป็นประจำ เพราะแมวเป็นสัตว์รักสะอาด พวกเค้าจะไม่ยอมขับถ่ายในกระบะทรายที่สกปรกอย่างเด็ดขาด
  • การปกป้องเจ้าเหมียวจากอันตรายภายในบ้าน:

    เพื่อความปลอดภัยควรเก็บข้าวของที่เป็นอันตรายให้พ้นจากสายตาเจ้าเหมียว ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิลหรือสายไฟ สารไวไฟ และสารเคมีต่าง ๆ หากบ้านไหนใช้น้ำมันหอมระเหย ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะส่วนประกอบบางชนิดเป็นพิษกับเจ้าตัวน้อย
  • การทำหมัน:

    การทำหมันแมวมีประโยชน์มากมาย และยังมีส่วนช่วยให้เจ้าเหมียวสุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย โดยแมวจะสามารถทำหมันได้เมื่อมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ และแนะนำให้ทำหมันตั้งแต่เด็กหรือก่อนที่เจ้าเหมียวจะมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป
  • การฝึกเข้าห้องน้ำ:

    ถือเป็นการฝึกที่สำคัญและจำเป็นอย่างมาก โดยเจ้าของสามารถฝึกพวกเค้าตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ได้
  1. วางกระบะทรายใกล้กับห้องน้ำ
  2. ค่อย ๆ ยกระดับความสูงของกระบะทรายขึ้นทุกวัน
  3. อุ้มเจ้าเหมียวไปขับถ่ายในห้องน้ำ ทำซ้ำ ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย
  4. ให้รางวัลทุกครั้งเมื่อเจ้าเหมียวใช้ห้องน้ำ

 

โรคที่พบบ่อยในแมว เจ้าของต้องระวัง!

การดูแลสุขภาพร่างกายของเจ้าเหมียวต้องมาก่อนเสมอ ถึงแม้ว่าพวกเค้าจะทำความสะอาดตัวเองได้ แต่ไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองนะ

  • อาเจียน:

    ถือเป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อยในแมว และเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาก้อนขนอุดตัน การกินสิ่งแปลกปลอม หรือจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • โรคระบบทางเดินปัสสาวะในแมว (FLUTD):

    โรคนี้เป็นได้ทั้งในแมวตัวผู้และตัวเมีย สาเหตุหลักมาจากปัญหาน้ำหนักเกิน หรือการกินแต่อาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว โดยสัญญาณเตือนของโรคนี้คือ ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ร้องหรือครางเมื่อปัสสาวะ ไม่ยอมปัสสาวะ เลียบริเวณอวัยวะเพศเพราะความเจ็บปวด มีภาวะขาดน้ำ และอาเจียน
  • ท้องเสีย:

    โรคมะเร็ง การติดเชื้อ และการแพ้อาหารล้วนเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เจ้าเหมียวท้องเสียได้ หากมีอาการแนะนำให้พวกเค้ากินน้ำเยอะ ๆ และควรพาไปพบสัตวแพทย์ในทันที
  • มีพยาธิตัวตืด:

    พยาธิตัวเล็ก ๆ เหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้เจ้าเหมียวได้มากกว่าที่คิด พบได้บ่อยในทางเดินอาหารของเจ้าเหมียว พวกเค้ามักจะมีอาการอาเจียนและน้ำหนักตัวลด ทั้งนี้คุณสามารถสังเกตพยาธิตัวตืดได้จากอุจจาระของเจ้าเหมียว
  • โรคเอดส์แมว (FIV):

    เชื้อไวรัสเอดส์แมวจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง อาการป่วยที่พบได้ในน้องแมวจะมีปัญหาขนร่วง ท้องเสียเรื้อรัง มีอาการชัก ปัญหาที่ดวงตา เบื่ออาหาร และเป็นไข้

หากคุณสังเกตพบว่าเจ้าเหมียวมีอาการผิดปกติ แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด และเข้ารับรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

เคล็ดลับการดูแลเจ้าเหมียวฉบับมือใหม่หัดเลี้ยง

“เราต้องดูแลเจ้าเหมียวอย่างไรบ้างนะ?” คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจของทาสแมวมือใหม่หลาย ๆ คน เพราะแมวเป็นสัตว์ที่เดาใจและรับมือได้ยาก แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะนี่คือเคล็ดลับที่จะทำให้การดูแลเจ้าเหมียวสุดที่รักของคุณกลายเป็นเรื่องง่าย

  • แมวไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

    ดังนั้นเมื่อพาเจ้าเหมียวเข้าบ้านครั้งแรก คุณควรจัดเตรียมพื้นที่ส่วนตัว ของเล่น และผ้าห่มนุ่ม ๆ เอาไว้ให้พร้อม รวมถึงควรให้เวลาพวกเค้าได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ด้วย
  • ตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ

    หมั่นสังเกตพฤติกรรม และไม่มองข้ามสัญญาณเตือนหรืออาการผิดปกติของพวกเค้า ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยมากก็ตาม
  • แบ่งเวลามาทำกิจกรรมกับพวกเค้า

    เพราะการเล่นถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดี แนะนำให้เตรียมของเล่นที่หลากหลายเพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย
  • ให้เวลาเจ้าเหมียวปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่

    ๆ และผู้คนรอบ ๆ ตัว
  • เลือกอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยของเจ้าเหมียว

    และกำหนดเวลากินอาหารให้เป็นกิจวัตร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลเจ้าเหมียว:

  1. แมวเหมียวต้องการการดูแลแบบไหนกันนะ?  
  2. ความต้องการขั้นพื้นฐานของเจ้าแมวตัวน้อยคือ อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำดื่มที่สะอาด สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ

  3. เราจะดูแลแมวตัวใหม่อย่างไรดี?
  4. เริ่มจากเตรียมพื้นที่ในบ้านให้พร้อม ควรเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีมุมให้หลบซ่อน และจัดหาของเล่นเตรียมไว้ประมาณ 2 – 3 ชิ้น เพื่อเป็นเพื่อนเล่นแก้เหงาของเจ้าตัวน้อย

  • ทำไมไฟเบอร์จึงมีบทบาทสำคัญในอาหารแมว?
    ทำไมไฟเบอร์จึงมีบทบาทสำคัญในอาหารแมว?
    adp_description_block471
    ประโยชน์ของอาหารแมวไฟเบอร์สูง

    • แบ่งปัน

    ไฟเบอร์นับเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของอาหารแมว มีทั้งหมด 2 ชนิด หนึ่งคือไฟเบอร์ละลายน้ำได้ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สองคือไฟเบอร์ไม่ละลายน้ำ จะเพิ่มกากใยในลำไส้ ช่วยให้ขับถ่ายง่าย รวมถึงก่อให้เกิดกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์และช่วยเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีในลำไส้ ไฟเบอร์ในอาหารแมวยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้อิ่มท้องนาน ป้องกันการกินอาหารมากเกินไป
     

    แม้ไฟเบอร์จะมีประโยชน์มากมาย แต่ถ้าได้รับมากเกินความต้องการ อาจขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้ ดังนั้นควรตรวจสอบและกำหนดปริมาณของไฟเบอร์ให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยให้แมวอายุยืนยาว มีชีวิตชีวา และมีความเป็นอยู่ที่ดี
     

    สิ่งที่ดีสำหรับคุณอาจไม่ดีสำหรับแมวของคุณ

    ทุกวันนี้ ผู้คนต่างตระหนักถึงประโยชน์และบทบาทของไฟเบอร์มากขึ้น หลายคนปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกอาหารของตัวเองและสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ผลิตบางรายกลับคิดค้นอาหารแมวที่มีไฟเบอร์สูงตามหลักโภชนาการของคน ซึ่งอาจไม่เหมาะกับสุขภาพของแมว เนื่องจากแมวมีความต้องการทางโภชนาการแตกต่างจากเรา พวกเค้าเป็นสัตว์กินเนื้อ จึงต้องการสารอาหารจากเนื้อสัตว์มากกว่าพืช อีกทั้งยังมีระบบทางเดินอาหารสั้นกว่าเรามาก นี่เป็นเหตุผลที่นักโภชนาการสัตว์เลี้ยงของไอแอมส์ทุ่มเทศึกษานานกว่า 60 ปี เพื่อคิดค้นอาหารที่ตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของแมวโดยเฉพาะ
     

    ไมโครไบโอมในแมวคืออะไร?

    ไมโครไบโอมคือชุมชนของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ไมโครไบโอมส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของแมว มีบทบาทสำคัญในการย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และยังส่งผลต่อรูปแบบพฤติกรรมด้วย การรักษาความสมดุลภายในไมโครไบโอมจึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่โดยรวมของแมว
     

    การตอบสนองของไมโครไบโอมในลำไส้ต่ออาหารที่มีไฟเบอร์

    เมื่อพูดถึงโภชนาการและสุขภาพลำไส้ของแมว ไฟเบอร์ส่งผลอย่างมากต่อการรักษาและเปลี่ยนแปลงความสมดุลของไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร โดยก่อให้เกิดการตอบสนองและผลลัพธ์ดังนี้
     

    การตอบสนองแบบไดนามิก –

    เมื่อแมวกินอาหารที่มีไฟเบอร์เข้าไป ไมโครไบโอมในลำไส้จะปรับตัวให้เข้ากับการทะลักเข้ามาของไฟเบอร์ที่ย่อยไม่ได้
     

    แบคทีเรียพรีไบโอติก –

    ไฟเบอร์บางชนิดก็ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ เช่น บิฟิโดแบคทีเรียมและแลคโตบาซิลลัส ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพของลำไส้
     

    ผลิตกรดไขมันสายสั้น –

    การหมักไฟเบอร์ด้วยแบคทีเรียในลำไส้ส่งผลให้เกิดการผลิตกรดไขมันสายสั้น (SCFA) รวมถึงอะซิเตท โพรพิโอเนต และบิวทิเรต
     

    บำรุงเซลล์ในลำไส้ –

    กรดไขมันสายสั้นมีบทบาทสำคัญในการบำรุงเซลล์เยื่อบุลำไส้ มีส่วนช่วยให้เยื่อเมือกสมบูรณ์ เสริมการดูดซึมสารอาหารและการทำงานของลำไส้โดยรวม
     

    ควบคุมความเป็นกรด-ด่าง (pH) –

    การหมักย่อยของไฟเบอร์ก่อให้เกิดแก๊สและผลพลอยได้อื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อระดับ pH ในลำไส้ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนการเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นอันตราย
     

    ปริมาณไฟเบอร์และการหมักย่อย

    จากการวิจัยของไอแอมส์ เราพบว่าปริมาณไฟเบอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแมวจะอยู่ในช่วง 1.4 – 3.5% เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อการสลายตัวของสารอาหาร แต่ในบางกรณี เช่น แมวมีปัญหาก้อนขนอุดตัน อาหารที่มีไฟเบอร์สูงกว่านี้อาจเป็นประโยชน์
     

    ลักษณะเด่นของไฟเบอร์คือความสามารถในการหมักย่อยหรือความสามารถในการย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ได้เป็นอย่างดี การย่อยสลายนี้ทำให้เกิดกรดไขมันสายสั้นซึ่งเป็นแหล่งพลังงานแก่ลำไส้ ไฟเบอร์แตกต่างกันไปตามความสามารถในการหมักย่อย แหล่งไฟเบอร์ที่ใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยงได้แก่ เซลลูโลส ซึ่งหมักย่อยได้ไม่ค่อยดี บีทพัลพ์หมักย่อยได้ในระดับปานกลาง ส่วนยางไม้และเพกทินหมักย่อยได้ดีมาก อย่างไรก็ตาม การวิจัยแสดงให้เห็นว่าไฟเบอร์ที่หมักย่อยได้ในระดับปานกลางนั้น มีประโยชน์และให้พลังงานได้มากโดยไม่มีผลกระทบ เช่น อุจจาระมากไปหรือมีแก๊สในทางเดินอาหารมากเกินไป มันจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
     

    ข้อดีของอาหารแมวไฟเบอร์สูง

    การเพิ่มไฟเบอร์เข้าไปในอาหารแมวมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมของแมว โดยข้อดีของอาหารแมวที่มีไฟเบอร์สูงมีดังนี้
     

    เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร –

    ไฟเบอร์มีส่วนช่วยเสริมการย่อยอาหารและเพิ่มกากใย ทำให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายง่าย และลดอาการท้องผูก
     

    ช่วยควบคุมน้ำหนัก –

    ไฟเบอร์ในอาหารจะทำให้แมวรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น ป้องกันการกินอาหารมากเกินพอดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมน้ำหนัก
     

    ลดปัญหาก้อนขนอุดตัน –

    ปริมาณไฟเบอร์ที่เพิ่มขึ้นช่วยควบคุมและลดก้อนขนที่อุดตันอยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยกากใยจะช่วยจับเส้นขนรวมกันเป็นก้อน ทำให้เคลื่อนผ่านทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น 
     

    ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด –

    อาหารแมวไฟเบอร์สูงมีบทบาทสำคัญในการจัดการโรคเบาหวานในแมว กากใยที่เพิ่มขึ้นช่วยให้การย่อยและการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตช้าลง ส่งผลให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
     

    ลดไขมันในเลือด –

    ไฟเบอร์ละลายน้ำได้มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือดหรือคอเลสเตอรอล ด้วยการจับกับโมเลกุลของคอเลสเตอรอลและส่งเสริมการขับถ่าย
     

    ตัวเลือกของแมวที่มีอาการป่วยเฉพาะ –

    อาหารแมวไฟเบอร์สูงเหมาะสำหรับแมวที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือมีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากช่วยน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
     

    ข้อเสียของอาหารแมวไฟเบอร์ต่ำ

    ในบางกรณี อาจมีการแนะนำให้เลือกอาหารแมวที่มีไฟเบอร์ต่ำ แต่คุณก็ต้องพิจารณาข้อเสียที่อาจส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแมวด้วย
     

    ความเสี่ยงต่ออาการท้องผูก –

    อาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาท้องผูกในแมวได้ เนื่องจากขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้อาการท้องผูกอาจส่งผลให้แมวรู้สึกไม่สบายและเกิดอาการแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
     

    ประสิทธิภาพการย่อยอาหารลดลง –

    อาหารแมวไฟเบอร์ต่ำอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่ไม่เพียงพอ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ของแมว
     

    ความเสี่ยงต่อโรคอ้วน –

    แม้ว่าอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่หากไม่ดูแลอย่างระมัดระวัง เจ้าเหมียวอาจกินอาหารมากขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณแคลอรีที่ลดลง
     

    ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ –

    การกินอาหารไฟเบอร์ต่ำอย่างต่อเนื่องอาจทำให้แมวได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลทางโภชนาการและปัญหาด้านสุขภาพ
     

    การตระหนักถึงข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจและเลือกอาหารแมวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่โดยรวมของแมว
     

    ไฟเบอร์ในอาหารแมวไอแอมส์™

    ในการเลือกอาหารสัตว์เลี้ยง ไฟเบอร์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่แมวทุกคนต้องพิจารณา แนะนำให้เลือกอาหารที่มีปริมาณไฟเบอร์เหมาะสม มีแหล่งที่มาจากบีทพัลพ์ เพราะมีประโยชน์และให้พลังงานได้ดีโดยไม่ส่งผลกระทบด้านลบ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารแมวที่มีไฟเบอร์ต่ำ เพราะอาจทำให้แมวได้รับแคลอรีน้อยลงและขาดสารอาหารที่ต้องการ
     

    ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของไอแอมส์™ เช่น ไอแอมส์ โปรแอคทีฟ เฮลท์™ สูตรแมวโตเต็มวัย มีส่วนผสมของบีทพัลพ์ซึ่งหมักย่อยได้ในระดับปานกลาง ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของลำไส้ เป็นสูตรเฉพาะของไอแอมส์™ และได้รับการคุ้มครองโดยสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาหมายเลข 5,616,569 สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีไฟเบอร์ที่หมักย่อยได้และใช้ในกระบวนการรักษาความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
     

    การควบคุมปริมาณไฟเบอร์ในอาหารแมวไอแอมส์™

    การดูแลและกำหนดปริมาณไฟเบอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการของแมวถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยคุณสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้
     

    อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ –

    บนบรรจุภัณฑ์ของอาหารแมวไอแอมส์™ มีการระบุข้อมูลทางโภชนาการโดยละเอียด คุณสามารถตรวจสอบปริมาณไฟเบอร์ที่แนะนำและเพียงพอต่อความต้องการของแมวในแต่ละวันได้
     

    เลือกสูตรอาหารที่เหมาะสม –

    อาหารแมวไอแอมส์™ มีให้เลือกหลากหลายประเภท รวมถึงสูตรที่ออกแบบมาเพื่อความต้องการเฉพาะ เช่น การควบคุมน้ำหนัก การจัดการปัญหาก้อนขน และการดูแลสุขภาพทางเดินอาหาร 
     

    เปลี่ยนอาหารแบบค่อยเป็นค่อยไป –

    หากคุณอยากเปลี่ยนมาให้อาหารแมวไอแอมส์™ สูตรใหม่ แนะนำให้เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ระบบย่อยอาหารของแมวปรับตัว
     

    ปรึกษาสัตวแพทย์ –

    แมวแต่ละตัวมีความต้องการและพฤติกรรมการกินแตกต่างกัน ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อกำหนดปริมาณไฟเบอร์ที่เหมาะสม โดยคุณหมอจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ น้ำหนัก และสุขภาพโดยรวม
     

    กำหนดปริมาณอาหารให้เหมาะสม –

    ไอแอมส์ระบุแนวทางการให้อาหารบนบรรจุภัณฑ์ คุณสามารถตรวจสอบและปรับเปลี่ยนปริมาณอาหารได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาได้จากระดับกิจกรรมหรือเป้าหมายในการควบคุมน้ำหนัก
     

    เพิ่มความหลากหลาย –

    อาหารแมวไอแอมส์™ มีให้เลือกทั้งแบบเปียกและแบบเม็ด การให้อาหารทั้งสองชนิดจะช่วยให้คุณมั่นใจว่าแมวจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
     

    ตรวจสุขภาพเป็นประจำ –

    การตรวจสุขภาพจะทำให้คุณรู้ว่าแมวแข็งแรงหรือไม่ มีปัญหาแอบแฝงอยู่หรือเปล่า รวมถึงสามารถตรวจสอบการทำงานของระบบทางเดินอาหารได้ด้วย หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคไฟเบอร์ คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพิ่มเติมได้ในระหว่างการนัดตรวจเหล่านี้
     

    การเปลี่ยนมาให้อาหารแมวไอแอมส์™ จะช่วยให้แมวของคุณได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล นอกจากอาหารของเรายังมีไฟเบอร์สูง ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ของแมวด้วย

Close modal