IAMS TH
ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

adp_description_block321
ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

  • แบ่งปัน

การนำลูกสุนัขตัวใหม่เข้าบ้านเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มาพร้อมความรับผิดชอบมากมาย หนึ่งในนั้นคือการพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อตรวจเช็กปัญหาสุขภาพแอบแฝงและสุขภาพโดยรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ผู้เลี้ยงจะปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน การให้อาหาร การฝึกสอน และวิธีการดูแลต่าง ๆ หากไม่แน่ใจว่าควรพาลูกสุนัขไปพบคุณหมอเมื่อไหร่ บ่อยแค่ไหน ติดตามคำตอบและเรื่องน่ารู้อีกมากมายได้ในบทความนี้

 

ลูกสุนัขต้องพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

ลูกสุนัขเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ผู้เลี้ยงควรพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทุก ๆ 3 – 4 สัปดาห์ แต่หากจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอาจมีการนัดพบบ่อยขึ้น ทั้งนี้ก่อนพาเจ้าตัวน้อยไปพบคุณหมอ คุณควรสอบถามข้อมูลการฉีดวัคซีนหรือการรักษาต่าง ๆ จากฟาร์มหรือผู้เพาะพันธุ์ให้เรียบร้อย และในกรณีที่รับเลี้ยงสุนัขไร้บ้านก็ควรแจ้งให้คุณหมอทราบเช่นกัน

หากคุณสังเกตพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาเจ้าตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์ในทันที

  • บาดแผลบริเวณดวงตา
  • อาการลมพิษ
  • แผลเปิด
  • อาการชัก
  • เป็นลม หมดสติ
  • มีรอยกัด
  • หายใจลำบาก
  • อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • อาการเจ็บป่วยอื่น ๆ

ข้อควรรู้ – แม้จะมีสมุดฉีดวัคซีนหรือหลักฐานการตรวจยืนยันจากผู้เพาะพันธุ์ คุณก็ควรพาลูกสุนัขไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เพิ่มเติม
 

การตรวจสุขภาพประจำปี

ลูกสุนัขจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับคน นอกจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นแล้ว คุณหมอจะตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ ปอด ดวงตา หู พร้อมมองหาอาการผิดปกติต่าง ๆ และอาจทำการทดสอบพื้นฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
 

หลังการตรวจเช็กสุขภาพ คุณหมออาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนสูตรอาหาร เพิ่มหรือลดการออกกำลังกาย รวมถึงอาจต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ดียิ่งขึ้น ผู้เลี้ยงควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าตัวน้อยที่คุณรัก อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสุขภาพประจำปี คุณสามารถสอบถามหรือขอปรึกษาเรื่องเหล่านี้จากสัตวแพทย์เพิ่มเติมได้

  • การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
  • รายงานสุขภาพ
  • โภชนาการที่เหมาะสม
  • คำถามเกี่ยวกับการดูแล การฝึก หรือปัญหาที่สงสัย

ลูกสุนัขฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ลูกสุนัขเกิดมาพร้อมระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ อย่างไรก็ตาม พวกเค้าจะเริ่มสูญเสียภูมิคุ้มกันเหล่านี้เมื่ออายุ 6 – 8 สัปดาห์ จึงจำเป็นต้องเริ่มฉีดวัคซีนในช่วงเวลาดังกล่าว บวกกับนิสัยชอบดมและเลียเพื่อสำรวจทุกสิ่งรอบตัว ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะการฉีดวัคซีนสามารถป้องกันไวรัสและโรคร้ายแรงได้ การฉีดวัคซีนจะเริ่มเมื่อลูกสุนัขมีอายุ 6 – 8 สัปดาห์ และต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 2 – 4 สัปดาห์จนกว่าลูกสุนัขจะมีอายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไป บางกรณีสัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ เนื่องจากมีการระบาดของโรคหรือเมื่อแม่หมาที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีน คุณสามารถขอตารางการฉีดวัคซีนของลูกสุนัขจากสัตวแพทย์ได้
 

การฉีดวัคซีนสำหรับสุนัข

สุนัขจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หัด และโรคตับอักเสบในสุนัข โดยวัคซีนทั่วไปที่สุนัขจำเป็นต้องได้รับมีดังนี้

  • เชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข
  • โรคไข้หัด
  • โรคตับอักเสบ
  • โรคพิษสุนัขบ้า
  • โรคติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  • โรคลำไส้อักเสบติดต่อจากเชื้อโคโรนาไวรัสในสุนัข
  • โรคหลอดลมอักเสบติดต่อของสุนัข
  • โรคเลบโตสไปโรซีสหรือโรคไข้ฉี่หนู

การฉีดวัคซีนข้างต้นอาจมีการผสมที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์และทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์

  1. ควรพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
  2. ในช่วงปีแรก คุณอาจต้องพาเจ้าตัวน้อยไปพบคุณหมอบ่อย ๆ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันที่จำเป็น และเมื่อฉีดวัคซีนครบถ้วนดีแล้ว คุณหมอจะเป็นผู้กำหนดนัดหมายเพิ่มเติม ทั้งนี้คุณจำเป็นต้องพาพวกเค้าไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาสุขภาพแอบแฝงด้วย

  3. เช็กลิสต์การตรวจสุขภาพครั้งแรกของลูกสุนัข มีอะไรบ้าง?
  4. หากเป็นการพบสัตวแพทย์ครั้งแรกของลูกสุนัข คุณควรพูดคุยกับผู้เพาะพันธุ์หรือศูนย์พักพิงเพื่อขอข้อมูลการฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ หรือการรักษาต่าง ๆ ในกรณีที่ลูกสุนัขกำลังใช้ยาหรืออาหารเสริมอยู่ ให้พกติดตัวไปด้วย รวมถึงควรแจ้งสัตวแพทย์เกี่ยวกับอาหารหรือประเด็นปัญหาที่คุณพบเจอ

  5. ลูกสุนัขต้องเข้าพบสัตวแพทย์กี่ครั้ง?
  6. หากลูกสุนัขอายุน้อยกว่า 4 เดือน คุณควรพาลูกสุนัขไปหาสัตวแพทย์ทุก ๆ 3 หรือ 4 สัปดาห์ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยที่ต้องเริ่มฉีดวัคซีนแล้ว สัตวแพทย์จะจัดตารางเวลานัดหมายให้ คุณควรพาลูกสุนัขไปพบตามกำหนดเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเค้าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน

  • Is Your Mature Dog Eating Less?
    Is Your Mature Dog Eating Less?
    adp_description_block272
    สุนัขสูงวัยของคุณกินน้อยลงหรือไม่

    • แบ่งปัน

    สุนัขสูงวัยของคุณสูดดมฟุดฟิดลงในชามแล้วเดินออกไปแทนที่จะกินมันใช่ไหม? คุณอาจคิดว่าเค้าแค่เลือกกิน  แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตาดูว่าเค้ากินมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเค้าอายุมากแล้ว ในขณะที่อายุมากขึ้น การรับรู้กลิ่นและรสย่อมลดลง อาจเกี่ยวข้องกับการที่เค้าอยากอาหารน้อยลง แต่การสูญเสียความอยากอาหารสามารถบ่งบอกถึงปัญหาทางการแพทย์ที่ร้ายแรงได้

    “ สิ่งสำคัญคือต้องให้สุนัขของคุณ มีแคลอรีเพียงพอเพราะการลดน้ำหนักอาจทำให้สัตว์เลี้ยงสูงวัยอ่อนแอลงได้” Wendy Brooks, D.V.M. เตือนว่าการลดความอยากอาหารควรได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ของคุณ กฎง่ายๆ: หากสัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้กินอะไรเลยในหนึ่งวัน ให้ไปหาสัตว์แพทย์

     

    article is your mature dog eating less header

     

    6 วิธีที่ช่วยให้สุนัขสูงวัยกินมากขึ้น

    1. ผสมอาหารเม็ดกับอาหารเปียก

    ในสุนัขนั้นมักจะชอบกินอาหารเปียก เพราะชอบรสชาติและเนื้อสัมผัสของมัน ” Brooks กล่าว คุณสามารถเพิ่มอาหารเม็ดที่เค้าชื่นชอบลงไปในอาหารเปียกได้

    2. อุณหภูมิที่เหมาะสม

    สุนัขชอบอาหารอุ่น ๆ หรืออุณหภูมิห้อง (ไม่ร้อนหรือเย็น) หลีกเลี่ยงการเสิร์ฟอาหารเปียกจากตู้เย็นและเก็บอาหารให้พ้นความร้อน อีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่กินเพราะอากาศข้างนอกมันร้อนเกินไป

    3. ลองเปลี่ยนรสชาติดู

    สุนัขชอบความคงเส้นคงวา เมื่อพูดถึงอาหารของพวกเค้า อย่าเปลี่ยนทุกวัน แต่ลองใช้รสชาติใหม่ เช่น เนื้อแกะ หรือ ไก่ และดูการตอบสนองของเค้า (อาจทำให้กระตุ้นการรับกลิ่นของเค้า) เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องเสีย แนะนำให้ผสมอาหารใหม่กับอาหารเก่าของเค้าเพิ่มขึ้นทีละน้อยในแต่ละวันจนเท่ากัน

    4. วางอาหารไวใกล้ๆ

    ปัญหาสุขภาพของสุนัขสูงวัยทั่วไป เช่น โรคไขข้อ หรือ อาการปวดข้อ สามารถทำให้เค้าไปที่กินอาหารได้ยาก วางอาหารและน้ำในที่ ๆ เค้าใช้เวลาส่วนใหญ่ และวางน้ำในทุกชั้นของบ้านด้วย

    5. มีสะอาดเอาไว้ตลอดเวลา

    สัตว์เลี้ยงสูงวัยมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดน้ำ เตรียมชามสำหรับน้ำสะอาดตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยป้องกันโรค เช่น โรคไต และช่วยในการย่อยอาหาร

    6. คำชมเชย

    สุนัขชอบคนอารมณ์ดี หากคุณเห็นเค้ากินอาหารก็ให้รางวัลด้วยการชมเชยเล็กน้อย เค้าจะรับรู้ว่ามันทำให้คุณมีความสุขและจะทำพฤติกรรมซ้ำอีก

Close modal