IAMS TH
cat article detail banner
cat article detail banner

adp_description_block147
เคล็ดลับสำหรับการให้อาหารแมวโตของคุณ

  • แบ่งปัน

 

เมื่ออายุครบ 12 เดือน เจ้าเหมียวของคุณก็ไม่ต้องการแร่ธาตุ โปรตีน และพลังงานในระดับสูงเหมือนกับตอนที่เป็นลูกแมววัยกำลังโตอีกต่อไป คุณจึงควรเปลี่ยนให้เค้ากินอาหารคุณภาพสูง อย่าง ไอแอมส์™  โปรแอคทีฟ เฮลท์™ สำหรับแมวโตรสไก่ ซึ่งมาพร้อมสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลสำหรับแมวโต 
 

และเมื่อคุณต้องการเลือกอาหาร อย่าลืมปฏิบัติตามเคล็ดลับต่อไปนี้
 

  • อ่านคำกล่าวอ้างด้านโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ของอาหาร 

อ่านฉลากเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารที่เลือกเหมาะกับช่วงวัยของแมวคุณ (ลูกแมว แมวโต แมวสูงวัย) นอกจากนี้ควรมองหาคำประกาศที่ระบุว่าอาหารดังกล่าวตรงตามข้อบังคับของสมาคมควบคุมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งอเมริกา (AAFCO) เนื่องจากหากไม่มีคำประกาศด้านสารอาหารของ AAFCO บนฉลากก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าแมวของคุณจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล

  • เลือกอาหารพรีเมียม 

อาหารแมวพรีเมียมมักจะใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงและย่อยได้ง่ายกว่า รวมถึงมีสารอาหารที่เข้มข้นกว่าแบรนด์ราคาถูก แมวของคุณจะได้รับพลังงานที่เพียงพอโดยกินอาหารในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ราคาต่อมื้อของอาหารพรีเมียมอาจต่างจากอาหารธรรมดาเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น

  • ปรึกษาสัตวแพทย์ 

เนื่องจากความต้องการด้านสารอาหารของแมวคุณเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเค้าโตขึ้น หรือมีภาวะเจ็บป่วยแทรกซ้อนที่ต้องการอาหารพิเศษ ดังนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์ถึงวิธีการให้อาหาร รวมทั้งชนิด และปริมาณอาหารที่จำเป็นสำหรับเค้าด้วย

 

เมื่อเลือกอาหารได้แล้ว ต่อไปต้องสร้างนิสัยการกินอาหารที่ดี
 

  • ตวงอาหารก่อนให้เสมอ 

เริ่มโดยให้อาหารแมวตามปริมาณที่บรรจุภัณฑ์แนะนำ แม้ว่าปริมาณปกติจะดูไม่น่าทำให้แมวของคุณมีสุขภาพที่ดี หากเค้ากินอาหารไม่หมดหรือน้ำหนักเริ่มเยอะขึ้นจึงค่อยลดปริมาณลง หรือหากเค้าเริ่มดูผอมจึงค่อยเพิ่มปริมาณจนเค้ามีน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ

  • ให้อาหารตรงเวลา 

ปกติแมวโตกินอาหารเพียงวันละมื้อก็เพียงพอแล้ว หากแมวของคุณหิวบ่อยขึ้น ให้แบ่งอาหารเป็นหลายมื้อและให้อย่างตรงเวลา และต้องอย่าลืมว่าการให้อาหารหลายมื้อไม่ได้แปลว่าต้องเพิ่มปริมาณอาหาร แต่ให้แบ่งปริมาณที่แนะนำออกเป็นหลาย ๆ มื้อแทน

  • ให้อาหารทิ้งไว้สำหรับแมวสุขภาพดี 

การให้อาหารเม็ดทิ้งไว้ตลอดวัน เพื่อให้เจ้าเหมียวเลือกกินได้ตามใจก็เป็นทางเลือกที่ดีหากเค้ามีสุขภาพที่ดีอยู่แล้ว แต่หากเจ้าเหมียวน้ำหนักเกินหรือกินมากเกินไปก็ไม่ควรให้อาหารทิ้งไว้

  • ห้ามให้อาหารเหลือจากมื้ออาหารของคุณและควบคุมการให้ขนม 

เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีไขมันและให้พลังงานเยอะ ซึ่งจะไปรบกวนสารอาหารที่แมวได้รับจากอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลอยู่แล้ว

  • ค่อย ๆ ทำให้แมวคุ้นเคยกับอาหารใหม่ เมื่อต้องการเปลี่ยนอาหารแมว 

ทำได้โดยการผสมอาหารใหม่และอาหารเดิมเข้าด้วยกัน เริ่มจากให้อาหารใหม่ในสัดส่วนน้อยก่อนแล้วทยอยเพิ่มขึ้นโดยใช้เวลา 3-4 วัน แมวมักจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง หากเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป วิธีนี้จะไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารของเค้ามีปัญหา

  • ให้น้ำเปล่าที่สะอาดอยู่เสมอ 

แมวต้องการน้ำเพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร กำจัดของเสีย ฯลฯ คุณควรให้แมวดื่มน้ำอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณให้เค้ากินแต่อาหารเม็ดหรือเค้ามีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอุดตันมากเป็นพิเศษ



 

  • How to Keep Your Cat’s Urinary Tract in Tip-top Shape
    How to Keep Your Cat’s Urinary Tract in Tip-top Shape
    adp_description_block387
    ทำความเข้าใจโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมว

    • แบ่งปัน

    โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมวคืออะไร?

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นโรคที่ไม่ได้พบบ่อยในแมว และแมวทุกตัวที่มีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบอาจจะไม่ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (NCBI) มีแมวเพียง 1 – 2% เท่านั้นที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่หากน้องแมวมีอาการก็จำเป็นต้องไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม
     

    อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมว

    เนื่องจากเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความไม่สบายอย่างรุนแรง เจ้าของจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับอาการหรือสัญญาณเตือนต่าง ๆ ของโรคให้ดี ซึ่งอาการที่พบได้มีดังนี้

    • ปัสสาวะบ่อยแต่มีปริมาณน้อย
    • มีเลือดปะปนในปัสสาวะ
    • เลียบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์มากกว่าปกติ
    • ส่งเสียงร้องออกมาขณะปัสสาวะ
    • ปัสสาวะนอกกระบะทราย

    การวินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมว

    ในการวินิจฉัยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สัตวแพทย์จะทำการทดสอบตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย โดยคุณหมอจะดูดปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน เมื่อตรวจตัวอย่างปัสสาวะแล้ว คุณหมอก็จะทำการแยกเชื้อแบคทีเรียเพื่อศึกษาต่อไป ขั้นตอนนี้เรียกว่าการเพาะเชื้อและการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา ซึ่งจะช่วยให้คุณหมอกำหนดยาที่เหมาะสมต่อการรักษาได้
     

    การติดเชื้อครั้งแรกหรือการติดเชื้อแบบเฉียบพลันมักจะรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง อย่างไรก็ตาม หากแมวของคุณมีอาการป่วยจากการติดเชื้อเรื้อรัง สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ทำการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อเริ่มให้ยาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
     

    สาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมว

    โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมวเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

    • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง
    • การสอดใส่สายสวนปัสสาวะ
    • นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
    • ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

    การป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมว

    แม้ว่าจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ยากและพบไม่บ่อย แต่ทางที่ดีก็ควรดูแลน้องแมวอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ โดยการดูแลป้องกันที่แนะนำมีดังนี้

    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแมวดื่มน้ำเพียงพอ แนะนำให้ทำความสะอาดชามน้ำเป็นประจำและหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกวัน
    • ทำความสะอาดกระบะทรายวันละสองครั้ง และควรเปลี่ยนทรายใหม่ทุกสองสัปดาห์
    • หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและสีของปัสสาวะ หากพบการความผิดปกติควรปรึกษาสัตวแพทย์
    • เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่อาจนำไปสู่ปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบ หากแมวของคุณมีอาการของโรคดังกล่าว ควรปรึกษาสัตวแพทย์ทันที
    • สำหรับแมวสูงวัยและแมวที่มีน้ำหนักตัวเกิน อาจมีปัญหาในการขยับเขยื้อนตัวและไม่สามารถเลียตัวทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง เจ้าของอาจต้องช่วยดูแลเรื่องความสะอาดมากเป็นพิเศษ

    สามารถรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในแมวด้วยตนเองได้หรือไม่?

    การดูแลรักษาน้องแมวที่มีอาการของโรคนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การให้กินน้ำแครนเบอร์รี แอปเปิลไซเดอร์ และซุปโครงกระดูก ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสามารถบรรเทาอาการของโรคได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาเหล่านี้อาจไม่ช่วยให้น้องแมวหายขาด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โอกาสที่จะเป็นซ้ำก็เพิ่มมากขึ้น ทางที่ดีจึงควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

Close modal