IAMS TH
Kitten and cat adoption basics
Kitten and cat adoption basics

adp_description_block137
มือใหม่ต้องรู้! วิธีเตรียมความพร้อมก่อนรับเลี้ยงแมว

  • แบ่งปัน

เชื่อเถอะว่าการรับเลี้ยงแมวจะกลายเป็นหนึ่งในสายสัมพันธ์ที่พิเศษที่สุดในชีวิตของคุณ แมวเหมียวเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักและขี้เล่น เพียงใช้เวลากับพวกเค้าไม่นาน คุณจะพบว่าตัวเองเครียดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับแมวมาเลี้ยงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ซึ่งมาพร้อมความรับผิดชอบมากมาย บ้านของคุณจะกลายเป็นบ้านของพวกเค้า และคุณจะกลายเป็นครอบครัวของเจ้าตัวน้อย ดังนั้นก่อนจะมองหาสถานที่รับเลี้ยงแมวใกล้ฉัน คุณควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้ดีเสียก่อน

ข้อควรรู้ก่อนรับเลี้ยงแมว 

ไม่ว่าจะเลือกรับเลี้ยงลูกแมวตัวน้อยหรือพี่เหมียวตัวโต คุณควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อน

  1. การทำหมันให้แมว

    • หากรับเลี้ยงน้องแมวโตที่ยังไม่ได้ทำหมัน ควรพาพวกเค้าไปทำหมันให้เรียบร้อย แต่หากเป็นลูกแมว คุณต้องรอจนกว่าจะถึงช่วงอายุที่เหมาะสม โดยสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงหรือสัตวแพทย์เกี่ยวกับขั้นตอนการทำหมันเพิ่มเติมได้
  2. ทบทวนเรื่องเวลาและกิจวัตรประจำวันของตัวเองให้ดี

    • หากต้องทำงานหรือมีตารางชีวิตที่วุ่นวาย ควรพิจารณาก่อนว่าจะสามารถแบ่งเวลามาดูแลเจ้าเหมียวได้หรือไม่ ทั้งเรื่องอาหารและการทำความสะอาด คุณจำเป็นต้องวางแผนการให้อาหารพวกเค้าอย่างเหมาะสม และต้องอย่าลืมแบ่งเวลามาเล่นหรือทำกิจกรรมกับพวกเค้าด้วย
  3. การรับเลี้ยงแมวเป็นความผูกพันระยะยาว

    • เมื่อรับน้องแมวเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวแล้ว คุณจะกลายเป็นโลกทั้งใบของพวกเค้า และจำเป็นต้องดูแลรับผิดชอบพวกเค้าตลอดไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย ทั้งนี้อายุขัยของแมวจะอยู่ที่ 12 – 20 ปี ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรับเลี้ยงแมวจรจากศูนย์พักพิงสัตว์ไร้บ้านหรือเก็บมาจากข้างถนน ควรพิจารณาให้ดีว่าพร้อมสำหรับความผูกพันและความรับผิดชอบระยะยาวนี้แล้วหรือยัง

 

ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมสำหรับน้องแมว

ก่อนจะพาเจ้าตัวน้อยกลับบ้าน คุณอาจต้องปรับเปลี่ยนบางสิ่งในบ้านให้เรียบร้อยก่อน โดยเริ่มจากทำตามคำแนะนำเหล่านี้

  1. นำสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายต่อน้องแมวออกไป เช่น ไม้ประดับบางชนิด หรือสารเคมีต่าง ๆ 
  2. เก็บสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นอุ้งมือเจ้าเหมียว (พวกเค้าอาจเคี้ยวสายไฟเล่น จนนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้)
  3. หากมีเด็กน้อยในครอบครัว ควรสอนวิธีการเข้าหาและการเล่นกับแมวอย่างเหมาะสม
  4. เตรียมพื้นที่ส่วนตัวให้เจ้าเหมียว เพื่อให้พวกเค้ารู้สึกปลอดภัยและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
  5. ค้นหาคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกต่อการพาเจ้าตัวน้อยไปตรวจสุขภาพ

ข้อดีของการรับเลี้ยงแมวมีอะไรบ้าง?

ตามมาดูข้อดีหรือประโยชน์ของการรับเลี้ยงแมวกันได้เลย

  1. มอบชีวิตใหม่ให้น้องแมว

    • การเลือกที่จะรับเลี้ยงแมวจรแทนการซื้อแมวถือเป็นการช่วยเหลือน้องแมวอย่างแท้จริง ให้พวกเค้ามีบ้าน ได้รับการดูแล มีอาหารดี ๆ กิน และมีคนที่พร้อมมอบความรักให้ 
  2. น้องแมวมักได้รับการฝึกมาแล้ว

    • น้องแมวจากศูนย์พักพิงสัตว์ไร้บ้านมักได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานกันมาบ้างแล้ว ทั้งการกินอาหารจากชามและการใช้เสาลับเล็บ
  3. เลือกรับเลี้ยงได้จากลักษณะนิสัยเฉพาะตัว

    • นี่เป็นหนึ่งในประโยชน์ที่ดีที่สุดของการรับเลี้ยงน้องแมวจากศูนย์พักพิงสัตว์ไร้บ้าน เพราะน้องแมวส่วนใหญ่มักแสดงนิสัยหรือลักษณะพิเศษเฉพาะตัวออกมาให้เห็น ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าพวกเค้าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณหรือไม่

 

ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อรับเลี้ยงแมว

ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่คุณควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจรับแมวมาเลี้ยง

 

  1. การแนะนำให้รู้จักแมวเจ้าถิ่น

    • หากมีแมวเหมียวอยู่แล้วในบ้าน คุณควรปรึกษาศูนย์พักพิงเพื่อเลือกแมวที่ชอบอยู่ร่วมกับตัวอื่น ๆ รวมทั้งศึกษาวิธีการค่อย ๆ แนะนำแมวตัวใหม่ให้รู้จักกับเจ้าถิ่นตัวเดิม เพื่อระวังไม่ให้พวกเค้าเครียดจนเกินไป
  2. การเลี้ยงแมวมีค่าใช้จ่าย

    • ทั้งค่าตรวจสุขภาพ ค่ายารักษา ค่าอาหาร ของเล่น และอื่น ๆ สำหรับน้องแมวไร้บ้านหรือน้องแมวจร อาจมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากเป็นพิเศษ 
  3. กิจวัตรประจำวัน

    • น้องแมวต้องการการดูแลและเอาใจใส่อย่างเหมาะสม เวลาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่คุณควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจรับแมวมาเลี้ยง โดยอาจเลือกน้องแมวที่มีไลฟ์สไตล์ตรงกับคุณ เช่น หากต้องออกจากบ้านไปทำงาน อาจเลือกน้องแมวที่รักอิสระและสามารถอยู่ตามลำพังได้

 

อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเลี้ยงแมว

เพื่อการดูแลเจ้าเหมียวได้อย่างเต็มที่ ทาสแมวมือใหม่ควรเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ให้พร้อม

  1. ชามน้ำและชามอาหาร
  2. กระบะทราย
  3. เสาลับเล็บ
  4. ของเล่น
  5. แคทนิป
  6. อุปกรณ์อาบน้ำและดูแลขน
  7. กรงหรือกระเป๋าใส่แมว
  8. เบาะนอน
  9. ปลอกคอพร้อมป้ายชื่อ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรับเลี้ยงแมว

  1. ควรรับเลี้ยงแมวอายุเท่าไหร่?
  2. สำหรับลูกแมวควรมีอายุ 12 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นน้องแมวโตเต็มวัย ควรมีอายุน้อยกว่า 10 ปี โดยน้องแมวโตจะมีนิสัยและบุคลิกภาพที่ชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจรับเลี้ยง อีกทั้งยังเป็นช่วงวัยที่มีสุขภาพดีที่สุด ส่วนน้องแมวสูงวัย ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวเลือกยอดนิยม แต่การรับเลี้ยงพวกเค้าก็มีข้อดีเช่นกัน  คือจะไม่ค่อยซุกซนและชอบอยู่บ้านมากกว่าน้องแมววัยอื่น

  3. การเลี้ยงน้องแมวจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง?
  4. อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเลี้ยงแมว ได้แก่ ชามน้ำ ชามอาหาร กระบะทราย เสาลับเล็บ ของเล่

  5. สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อพาน้องแมวตัวใหม่เข้าบ้านคืออะไร?
  6. สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกปลอดภัย น้องแมวอาจรู้สึกกังวลและประหม่าในช่วงแรก พวกเค้าต้องการเวลาเพื่อปรับตัวให้คุ้นเคยกับเจ้าของและบ้านใหม่ นอกจากนี้คุณยังต้องเตรียมอาหารคุณภาพดีและน้ำสะอาดให้พร้อมด้วย

  7. การผูกมิตรกับน้องแมวใช้เวลานานหรือไม่?
  8. ระยะเวลาในการตีสนิทกับเจ้าเหมียวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ช่วงวัย สถานที่ที่พวกเค้าเติบโตมา พฤติกรรมของคุณ อีกทั้งต้องดูด้วยว่าเค้าเคยเป็นแมวบ้านมาก่อนหรือไม่ และได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างไร จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกวันเวลาที่แน่นอน สิ่งที่คุณทำได้คือมอบความรักและความห่วงใยให้พวกเค้า รวมถึงให้พื้นที่และเวลาส่วนตัวกับพวกเค้าด้วย

  9. น้องแมวจะใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับบ้านและเจ้าของใหม่นานแค่ไหน?
  10. มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวของเจ้าเหมียว เช่น อายุของพวกเค้า พฤติกรรมของคุณ รวมถึงต้องดูว่าน้องแมวเคยถูกรับเลี้ยงมาก่อนไหม และถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร ความสามารถในการปรับตัวยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ทำให้พวกเค้ากลายเป็นแมวไร้บ้านด้วย ทางที่ดีคือควรอดทนรอจนกว่าเจ้าเหมียวจะคุ้นชินกับชีวิตใหม่

  • What You Should Know About Changing Your Cat’s Diet
    What You Should Know About Changing Your Cat’s Diet
    adp_description_block340
    ความสำคัญของต้นอ่อนข้าวสาลีในอาหารแมว

    • แบ่งปัน

    ต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นยอดสดของต้นข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวก่อนที่เมล็ดข้าวจะงอก อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบทั่วไปที่พบได้ในอาหารแมวส่วนใหญ่ มันอุดมไปด้วยโปรตีน แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินซี โดยแมวมักจะเคี้ยวต้นอ่อนข้าวสาลีหรือต้นหญ้าเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกและอาหารไม่ย่อย เส้นใยที่อยู่ในพืชเหล่านี้ช่วยให้การขับถ่ายราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เลียงควรเช็กให้แน่ใจว่าเจ้าเหมียวเคี้ยวต้นอ่อนข้าวสาลีออร์แกนิกและปลอดยาฆ่าแมลงเท่านั้น

    ต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นอันตรายต่อแมวหรือไม่?

    แมวส่วนใหญ่ไม่มีอาการแพ้ต้นอ่อนข้าวสาลี พวกเค้าสามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารจากมันได้อย่างง่ายดาย ต้นอ่อนข้าวสาลีถือเป็นแหล่งสารอาหารชั้นเยี่ยม มีทั้งวิตามิน โปรตีน และสารอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีไฟเบอร์และซีลีเนียมที่ช่วยให้ลำไส้สุขภาพดีด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตัวน้อย คุณควรสังเกตความผิดปกติที่บ่งบอกถึงอาการแพ้หลังการบริโภคต้นอ่อนข้าวสาลี โดยสามารถสังเกตได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้

    1. น้ำลายไหลมากผิดปกติ
    2. มีตุ่มแดง
    3. ขนร่วงมากผิดปกติ
    4. มีผื่นแดง

    ทั้งนี้ผู้เลี้ยงควรให้ต้นอ่อนข้าวสาลีกับเจ้าเหมียวในปริมาณที่เหมาะสม โดยต้องให้น้อยกว่า 10% ของปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน หลีกเลี่ยงการให้ทุกวัน แต่สามารถให้เป็นวันเว้นวันได้

    ประโยชน์ของต้นอ่อนข้าวสาลี

    เป็นที่รู้กันดีว่าต้นอ่อนข้าวสาลีมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารและขับถ่าย แต่นี่ไม่ใช่ข้อดีเพียงอย่างเดียว ต้นอ่อนข้าวสาลียังมีประโยชน์ต่อร่างกายเจ้าเหมียวอีกมากมาย ดังนี้

    1. ช่วยลดน้ำหนัก – แมวบ้านทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์อย่างในอดีต พวกเค้าจึงเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น การให้ต้นอ่อนข้าวสาลีแทนการให้ขนมตามปกติจะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักของแมวดียิ่งขึ้น
    2. เสริมระบบภูมิคุ้มกัน – หนึ่งในประโยชน์ของต้นอ่อนข้าวสาลีคือคุณค่าทางโภชนาการ มันถือเป็นแหล่งสารอาหารชั้นเยี่ยม เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน ไฟเบอร์ และโปรตีน ซึ่งส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของแมว
    3. เสริมสุขภาพช่องปากและฟัน – ต้นอ่อนข้าวสาลีเป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพเนื่องจากเป็นอาหารออร์แกนิก ผู้เลี้ยงสามารถปล่อยให้เจ้าเหมียวเคี้ยวเล่นได้โดยไม่ต้องกังวล ไม่ทำให้ฟันผุหรือฟันแตก นอกจากนี้ต้นข้าวสาลีอ่อนยังช่วยเสริมสุขภาพช่องปากและฟันอีกด้วย 
    4. ชะลอวัย – สารอาหารที่มีอยู่ในต้นอ่อนข้าวสาลีมีส่วนช่วยในการต่อต้านริ้วรอย และยังมีคลอโรฟิลล์ที่เป็นสารช่วยเพิ่มปริมาณเลือด ทำให้แมวของคุณดูอ่อนกว่าวัย
    5. ช่วยให้ไตแข็งแรง – แมวต้องพึ่งพาไฟเบอร์มากขึ้นเมื่อมีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร หากพบว่าแมวเคี้ยวต้นอ่อนข้าวสาลีบ่อยขึ้น แสดงว่าพวกเค้าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การย่อยอาหาร หรืออาจมีปัญหาเกี่ยวกับไต แนะนำให้พาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อตรวจเช็กการทำงานของระบบทางเดินอาหารและไต
    6. เสริมการมองเห็น – ต้นอ่อนข้าวสาลีมีวิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นและบำรุงดวงตา

    ข้อเสียของต้นอ่อนข้าวสาลี

    แน่นอนว่าต้นอ่อนข้าวสาลีไม่ได้มีเพียงข้อดีเท่านั้น มันมีข้อควรระวังและข้อเสียด้วยเช่นกัน หากปล่อยให้เจ้าเหมียวเคี้ยวต้นอ่อนข้าวสาลีมากเกินไป อาจเกิดผลกระทบดังนี้ได้

    1. ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม เนื่องจากแมวเป็นสัตว์กินเนื้อ
    2. อาจมีอาการท้องเสียและอาเจียน หากเจ้าเหมียวท้องเสียและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง ควรรีบพาไปพบสัตวแทพย์ในทันที

    หญ้าแมว vs ต้นอ่อนข้าวสาลี

    ทาสแมวส่วนใหญ่สับสนระหว่างหญ้าแมวกับต้นอ่อนข้าวสาลี หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น ไม่ต้องกังวลไป เรามีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณแยกแยะความแตกต่างของพืชทั้งสองชนิดนี้ได้

    แบรนด์อาหารแมวส่วนใหญ่มักใช้คำว่า “หญ้าแมว” กับส่วนประกอบที่เป็นพืชทุกชนิด มันอาจเป็นหญ้าชนิดใดก็ได้ ตั้งแต่ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ไปจนถึงต้นอ่อนข้าวสาลี หากคุณพบข้อความที่ระบุว่ามีหญ้าแมวบนผลิตภัณฑ์อาหารแมว แนะนำให้อ่านฉลากอีกครั้งเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าเป็นส่วนประกอบชนิดใดและเลือกใช้แบบออร์แกนิกหรือไม่ 

    ทั้งนี้คุณสามารถให้ต้นอ่อนข้าวสาลีควบคู่ไปกับอาหารมื้อหลักได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณให้เหมาะสมและควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนตัดสินใจให้ต้นอ่อนข้าวสาลีกับแมวที่บ้าน

Close modal