IAMS TH
Why Nutrition in Cat Food Is Key for Shiny Coat
Why Nutrition in Cat Food Is Key for Shiny Coat

adp_description_block325
คู่มือการดูแลขนแมวให้สวยเงางาม

  • แบ่งปัน

เมื่อได้ยินคำว่า “แมวเหมียว” คุณคิดถึงสิ่งใดเป็นอย่างแรก? หลายคนคงคิดถึงขนสวยเงางามของพวกเค้า ซึ่งไม่ได้มีดีแค่ความสวยเท่านั้นนะ แต่ยังมีเนื้อนุ่มละเอียดคล้ายผ้าไหมคุณภาพดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เส้นขนของพวกเค้ามีสุขภาพดี ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม ว่าแล้วก็มาเรียนรู้เทคนิคการดูแลและปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสภาพเส้นขนของพวกเค้าไปด้วยกันในบทความนี้
 

สาเหตุใดบ้างที่ทำให้ขนของแมวไม่สวยเงางาม?

หากแมวของคุณมีขนหยาบกระด้าง อย่าเพิ่งเร่งหาวิธีแก้ไข ให้ลองทำความเข้าใจต้นตอของปัญหากันก่อน โดยสาเหตุที่ทำให้ขนแมวสูญเสียความเงางาม มีดังนี้

  1. โภชนาการที่ไม่ได้คุณภาพ

นอกเหนือจากการกรูมมิ่งเป็นประจำแล้ว โภชนาการก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการมีขนสวยเงางาม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเลือกอาหารแมวที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสม

  1. อาบน้ำบ่อยเกินไป

ขนแมวอาจแห้งและหยาบกระด้างเมื่ออาบน้ำบ่อยเกินไป นั่นเป็นเพราะน้ำมันที่เคลือบอยู่บนผิวหนังถูกทำลายระหว่างการอาบน้ำ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ขนของแมวเงางาม

  1. อายุหรือช่วงวัย

เราไม่จำเป็นต้องกรูมมิ่งให้เจ้าเหมียวบ่อย เนื่องจากพวกเค้ามักจะดูแลทำความสะอาดตัวเองเป็นประจำ แต่เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นหรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ความยืดหยุ่นของร่างกายก็จะลดน้อยลง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดูแลขนของแมว ในกรณีนี้ ผู้เลี้ยงอาจต้องให้ความช่วยเหลือและอาจต้องวางแผนการลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมร่วมกับสัตวแพทย์เพิ่มเติม

  1. ปัญหาด้านสุขภาพ

สาเหตุสุดท้ายที่อาจเป็นได้คือปัญหาสุขภาพ ขนแมวอาจสูญเสียความเงางามจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน ปรสิต การติดเชื้อ และอาการแพ้ หากคุณพบว่าน้องแมวมีอาการผิดปกติหรือแสดงสัญญาณของการเจ็บป่วย ให้ปรึกษาสัตวแพทย์ทันที

ทำอย่างไรให้ขนแมวกลับมาสวยเงางามอีกครั้ง?

เมื่อรู้ถึงสาเหตุของปัญหากันแล้ว ก็ถึงเวลาแก้ไขเพื่อให้ขนแมวกลับมาเงางามได้อีกครั้ง โดยเคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลขนแมว มีดังนี้

  • แปรงขนเป็นประจำ – การแปรงขนจะช่วยกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วออกไป รวมถึงกระตุ้นให้ผิวหนังขับน้ำมันและกระจายไปยังเส้นขน ทำให้ขนแมวของคุณเงางาม
  • เลือกใช้แชมพูที่เหมาะสม – แชมพูถือเป็นสิ่งสำคัญ หากเลือกใช้แชมพูผิดชนิด อาจทำให้น้ำมันตามธรรมชาติบนผิวหนังของแมวถูกกำจัดออกไป ส่งผลให้เส้นขนเสียหายได้
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำมากเกินไป – การอาบน้ำบ่อยอาจทำให้ผิวแห้งและลอกเป็นขุยได้
  • เลือกโภชนาการที่เหมาะสม – เส้นขนของแมวมีโปรตีนมากถึง 90% การให้อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจึงมีความสำคัญต่อการดูแลขนให้เงางาม

โภชนาการมีความสำคัญต่อผิวหนังและขนของแมวอย่างไร?

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดบนร่างกายแมว มันถูกปกคลุมด้วยเส้นขนจำนวนมาก แมวจะผลัดขนและสร้างเส้นขนใหม่หลายครั้งตลอดทั้งชีวิต อย่างไรก็ตาม หากได้รับอาหารคุณภาพไม่ดี มีสารอาหารไม่ครบถ้วน กระบวนการสร้างเส้นขนใหม่ก็อาจช้าลงได้ และอาจทำให้เกิดปัญหาขนร่วงเป็นหย่อม ๆ อีกด้วย แนะนำให้เลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง มาพร้อมวิตามิน แร่ธาตุ ไขมันดี และสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเร่งกระบวนการเจริญเติบโตของเส้น ช่วยให้ขนเงางาม และเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
 

ไอแอมส์™ โปรแอคทีฟ เฮลท์™ อาหารแมวชนิดเม็ด สูตรเลี้ยงในบ้านและบำรุงขน อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยให้ขนของแมวเงางามและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ จึงช่วยเสริมสุขภาพโดยรวมของน้องแมวที่คุณรักได้เป็นอย่างดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลขนแมว

  1. สาเหตุใดบ้างที่ทำให้ขนแมวไม่สวยเงางาม?
  2. ขนแมวสูญเสียความเงางามได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุทั่วไปที่พบได้ มีดังนี้

    • กรูมมิ่งและอาบน้ำมากเกินไป
    • การเลือกโภชนาการที่ไม่เหมาะสม
    • การใช้แชมพูผิดชนิด
    • อายุที่เพิ่มมากขึ้นi
    • น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างกะทันหัน
    • โรคเบาหวาน
    • โรคภูมิแพ้
    • การติดเชื้อ

  3. จะดูแลขนแมวให้กลับมามีสุขภาพดีได้อย่างไร?
  4. การดูแลขนแมวให้แข็งแรงและเงางามขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ สุขอนามัยและโภชนาการ โดยแนะนำให้กรูมมิ่งพวกเค้าเป็นประจำหรือตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ และเลือกอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเส้นขนใหม่ ทำให้เส้นขนแข็งแรงเงางาม ทั้งนี้ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรม โดยไม่ควรปล่อยแมวเลียตัวทำความสะอาดบ่อยเกินไป

  5. เราสามารถทาน้ำมันบนขนแมวได้หรือไม่?
  6. แม้ว่าการทาน้ำมันบนขนแมวอาจไม่เป็นอันตราย แต่แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนลงมือทำ

  7. อาหารอะไรบ้างที่ช่วยเสริมสุขภาพเส้นขนของแมว?
  8. ขนเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพโดยรวมของแมว หากพวกเค้าได้รับการบำรุงและมีสุขภาพดีจากภายใน มันจะสะท้อนออกมาทางผิวหนังและขน ดังนั้นควรเลือกอาหารที่มีคุณภาพดี อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เหมาะสม

  • Feeding Guidelines for Your Cat
    Feeding Guidelines for Your Cat
    adp_description_block190
    คู่มือการให้อาหารแมวฉบับมือโปร

    • แบ่งปัน

    โภชนาการมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแมว เจ้าตัวน้อยเหล่านี้ต้องการอาหารที่ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ สำหรับปริมาณอาหารที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ น้ำหนัก ระดับกิจกรรม และสุขภาพโดยรวม
     

    สิ่งที่ต้องใส่ใจในการให้อาหารแมวคือการกำหนดปริมาณและการเลือกอาหารที่เหมาะสม อย่าให้อาหารมากเกินไป เพราะอาจนำไปสู่โรคอ้วนซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย หรือคุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อกำหนดแนวทางการให้อาหารและจัดการกับความต้องการเฉพาะของเจ้าเหมียวที่คุณรักก็ได้

     

    วิธีการให้อาหารแมว

    จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราให้อาหารเจ้าเหมียวในเวลาที่เหมาะสมและในปริมาณที่เพียงพอ หากคุณสงสัยว่าควรเลือกอาหารแมวอย่างไร ต้องให้อาหารวันละกี่มื้อ แล้วสามารถให้อาหารเสริมหรือขนมกับแมวได้หรือไม่ มาค้นหาคำตอบไปด้วยกันในบทความนี้
     

    แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ พวกเค้าไม่ต้องการอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ในทางกลับกัน แมวต้องการสารอาหารที่อยู่เนื้อสัตว์อย่างน้อย 70% เพื่อความอยู่รอดและมีสุขภาพที่ดี ผู้เลี้ยงจึงควรเลือกอาหารแมวที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลักเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเค้าจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเพียงพอ

     

    ควรวางแผนการให้อาหารแมวอย่างไร?

    แนะนำให้แบ่งอาหารเป็นสองมื้อต่อวัน โดยเว้นระยะห่างกันไม่เกิน 12 ชั่วโมง หรือจะแบ่งออกเป็นมื้อย่อยหลาย ๆ มื้อก็ได้ เช่น มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารมีแคลอรีและสารอาหารที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

     

    จะรู้ได้อย่างไรว่าแมวของเรามีพฤติกรรมการกินอย่างไร?

    เมื่อเจ้าเหมียวคุ้นเคยกับการกินอาหารเป็นเวลา พวกเค้าจะค่อย ๆ แสดงพฤติกรรมการกินเฉพาะตัวออกมาให้เห็น เช่น เล่นกับอาหารก่อนกิน ชอบกินอาหารเพียงลำพัง หรือแอบเก็บอาหารเอาไว้ นิสัยเหล่านี้ไม่เป็นอันตราย คุณไม่จำเป็นต้องกังวล แต่สำหรับพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง ได้แก่

    1. กินอาหารไม่หมด ทั้งที่ให้ในปริมาณปกติ

    2. น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

    3. ไม่ยอมกินอาหารนานเกิน 24 ชั่วโมง

    หากแมวเหมียวของคุณมีอาการเหล่านี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ในทันที

     

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณอาหารที่แมวควรได้รับ

    การกำหนดปริมาณอาหารต้องพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการทางโภชนาการเฉพาะของแมว

     

    อายุหรือช่วงวัย

    ความต้องการทางโภชนาการของแมวจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ลูกแมวในช่วงเดือนแรก ๆ จะเติบโตและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวเล็กเหล่านี้จึงต้องการอาหารที่อุดมไปด้วยพลังงาน โปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ ในขณะที่แมวสูงวัยมักจะทำกิจกรรมน้อยลง อัตราการเผาผลาญก็ลดลง พวกเค้าจึงต้องการอาหารที่มีพลังงานเหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักและบำรุงข้อต่อ การปรับสูตรอาหารให้เหมาะกับวัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสุขภาพที่ดีและยืดอายุของแมวให้อยู่ได้นานมากขึ้น

     

    ขนาดตัว

    ขนาดตัวของแมวเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการกำหนดปริมาณแคลอรี แมวตัวใหญ่มักจะต้องการอาหารมากขึ้นเพื่อรักษาระดับพลังงานและใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับร่างกาย ในทางกลับกัน แมวพันธุ์เล็กต้องการอาหารน้อยกว่าและต้องจำกัดปริมาณให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน การเลือกสูตรอาหารที่เหมาะกับขนาดตัวจะทำให้แมวได้รับอาหารที่ตอบสนองความต้องการอย่างเพียงพอ

     

    ระดับกิจกรรม

    แมวที่มีความแอคทีฟสูง ชอบเล่น ชอบออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง มักจะใช้พลังงานจำนวนมากและอาจต้องการพลังงานเพิ่มเติม ส่วนแมวที่ขยับตัวน้อยหรืออยู่แต่ในบ้านจำเป็นต้องได้รับการควบคุมอาหารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำหนักตัวเกินและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
     

    เลี้ยงในบ้านและเลี้ยงนอกบ้าน

    สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้กำหนดปริมาณอาหาร ไม่ว่าเลี้ยงในบ้านหรือนอกบ้านก็ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานของเจ้าเหมียว แมวที่ถูกเลี้ยงนอกบ้านมักจะทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ต้องการปริมาณแคลอรีสูงเพื่อเติมพลังในการผจญภัย ส่วนแมวที่เลี้ยงในบ้านจำเป็นต้องควบคุมปริมาณอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากโรคอ้วน

     

    สภาพร่างกาย

    สภาพร่างกายเกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวมและน้ำหนักตัว สำหรับแมวที่มีน้ำหนักเกิน ควรเลือกอาหารที่มีแคลอรีต่ำ หรือหากแมวของคุณมีอาการเจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัว อาจต้องเปลี่ยนอาหารตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ รวมถึงอาจต้องเปลี่ยนวิธีการให้อาหารและหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดด้วย

     

    ภาวะสุขภาพ

    แมวที่มีปัญหาสุขภาพต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารมากเป็นพิเศษ เช่น แมวที่เป็นโรคเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมปริมาณอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนแมวที่เป็นโรคไตอาจต้องกินอาหารสูตรพิเศษที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของไต และแมวที่เป็นโรคภูมิแพ้อาจต้องเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบเฉพาะเจาะจงเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ ขอแนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับการเลือกสูตรอาหารที่สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าเหมียว

     

    ควรให้อาหารแมววันละกี่ครั้ง?

    ความถี่ในการให้อาหารจะพิจารณาจากอายุของแมว โดยคุณสามารถทำตามตารางแนะนำด้านล่างนี้ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าเหมียวจะได้รับโภชนาการที่เหมาะสมในทุกช่วงวัย

     

    Age

    Schedule

    1 สัปดาห์

    ทุก ๆ 2 ชั่วโมง

    1 – 2 สัปดาห์

    ทุก 2 – 3 ชั่วโมง

    2 – 3 สัปดาห์

    ทุก 3 – 4 ชั่วโมง

    3 – 4 สัปดาห์

    ทุก 4 – 5 ชั่วโมง

    4 – 5 สัปดาห์

    ทุก 5 – 6 ชั่วโมง

    5 – 8 สัปดาห์

    ทุก ๆ 6 ชั่วโมง

    8 – 16 สัปดาห์

    ทุก 6 – 8 ชั่วโมง

    4 – 5 เดือน

    ทุก ๆ 8 ชั่วโมง

    6 เดือนขึ้นไป

    ทุก 8 – 12 ชั่วโมง

     

    ควรให้อาหารแมวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน?

    การกำหนดปริมาณอาหารขึ้นอยู่กับอายุ ขนาด และระดับกิจกรรมของแมว หรือวิธีที่ง่ายที่สุดคือทำตามคำแนะนำที่ระบุบนผลิตภัณฑ์อาหารแมวของไอแอมส์™ ช่วงแรกอาจเริ่มให้อาหารในปริมาณที่แนะนำไปก่อน จากนั้นค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของเจ้าเหมียว และควรแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อยหลาย ๆ มื้อต่อวัน

     

    วิธีการเปลี่ยนอาหารให้แมว ทำอย่างไร?

    สิ่งสำคัญในการเปลี่ยนอาหารให้แมวคือต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นด้วยการให้อาหารในอัตราส่วนอาหารใหม่ 25% ต่ออาหารเก่า 75% หลังจากสามวันผ่านไป ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณอาหารใหม่และลดปริมาณอาหารเก่าลง

     

    วิธีการให้อาหารแมวแบบเปียกและแบบเม็ด

    เมื่อเข้าใจหลักการในการให้อาหารตามอายุและปัจจัยอื่น ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับถัดมาคือชนิดของอาหาร ควรให้อาหารเปียกหรืออาหารเม็ดกันนะ? อาหารทั้งสองชนิดมีประโยชน์เฉพาะตัว และตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของแมวในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน เรามาดูข้อดีของอาหารทั้งสองชนิดนี้ประกอบการตัดสินใจไปด้วยกัน

     

    อาหารเปียก VS อาหารเม็ด

    เรารู้ดีว่าการตัดสินใจเลือกอาหารแมวต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เราจึงรวบรวมคุณประโยชน์ของอาหารแต่ละชนิดมาฝากทุกคน

     

    ประโยชน์ของอาหารเม็ด

    1. อาหารเม็ดให้ง่าย จัดเก็บง่าย มีอายุการเก็บรักษานานกว่าอาหารเปียก และเมื่อเปิดแล้วไม่ต้องแช่เย็น แต่ต้องเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดมิดชิด

    2. เนื้อสัมผัสกรุบกรอบของอาหารเม็ดมีส่วนช่วยให้สุขภาพเหงือกและฟันดีขึ้น โดยการเคี้ยวอาหารเม็ดจะช่วยลดการสะสมของคราบพลัคและหินปูนได้

    3. อาหารเม็ดมักจะมีราคาถูกกว่าอาหารเปียก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

    4. อาหารเม็ดมักจะมีปริมาณแคลอรีสูงกว่าอาหารเปียก หมายความว่าแม้จะให้ในปริมาณน้อยก็ยังสามารถให้พลังงานที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นประโยชน์สำหรับแมวที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

     

    ประโยชน์ของอาหารเปียก

    1. อาหารเปียกมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี เหมาะสำหรับน้องแมวที่ไม่ค่อยชอบกินน้ำหรือกินน้ำไม่เพียงพอ

    2. เนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มและรสชาติที่หลากหลายของอาหารเปียกช่วยเพิ่มความอยากอาหาร นำมาดึงความสนใจจากเจ้าเหมียวช่างเลือกได้เป็นอย่างดี

    3. อาหารเปียกอุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของแมว

    4. อาหารเปียกเหมาะสำหรับแมวที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะด้านหรือแมวที่ต้องการอาหารพิเศษ เพราะสามารถให้ร่วมกับยาหรืออาหารเสริมได้

    ตัวเลือกที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความชอบ ความต้องการด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ของเจ้าเหมียวแต่ละตัว พ่อแม่บางคนอาจเลือกให้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเปียกเพื่อให้แมวได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและรสชาติที่น่าพึงพอใจ ปรึกษาสัตวแพทย์ของคุณเพื่อปรับอาหารให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของเจ้าเหมียว

     

    จำเป็นต้องให้อาหารทั้งแบบเปียกและแบบเม็ดหรือไม่?

    แม้ว่าอาหารเปียกจะมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุล แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทุกมื้อ อาหารเม็ดของไอแอมส์™ ผลิตจากแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง เช่น เนื้อไก่ เนื้อแกะ หรือเนื้อปลา อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนตามที่แมวต้องการ
     

    แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการให้อาหารหรือการเลือกสูตรอาหารที่เหมาะสม คุณหมออาจประเมินโภชนาการของแมวเพื่อพิจารณาว่าแมวของคุณต้องการอาหารประเภทใด

     

    หากต้องกินอาหารเดิม ๆ ตลอดเวลา แมวจะเบื่อหรือไม่?

    ไม่ แมวมักจะพอใจกับการกินอาหารเพียงชนิดเดียว โดยทั่วไปแล้วแมวจะกินอาหารเพื่อให้ได้รับพลังงานหรือสารอาหารที่ต้องการ พวกเค้ามีระบบย่อยอาหารสั้นมากและหากเปลี่ยนอาหารอย่างกะทันหันหรือเปลี่ยนตลอดเวลา อาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนหรือมีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้การเปลี่ยนอาหารบ่อย ๆ ยังทำให้แมวมีนิสัยเลือกกินอีกด้วย

     

    สามารถผสมน้ำกับอาหารเม็ดได้หรือไม่?

    การเติมน้ำในอาหารเม็ดไม่ทำให้คุณค่าทางโภชนาการเปลี่ยนไป แต่ต้องรีบกินให้หมด ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้นานเพราะเสี่ยงต่อการเน่าเสีย อย่างไรก็ตาม อาหารเม็ดถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เพราะให้ง่าย สะดวก และเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบของอาหารเม็ดก็ช่วยขัดฟันได้ดีด้วย

     

    แมวกินอาหารสุนัขได้หรือไม่?

    แมวและสุนัขมีความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างกันและไม่ควรกินอาหารของกันและกัน การกินอาหารของกันและกันเป็นครั้งคราวอาจไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่แนะนำให้กินเป็นประจำ

     

    เราสามารถให้อาหารเสริมจำพวกวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันกับแมวได้หรือไม่?

    หากน้องแมวของคุณต้องการสารอาหารเพิ่มเติม คุณสามารถให้อาหารเสริมจำพวกวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันเพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดไปได้ แต่หากคุณเลือกให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุลแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้อาหารเสริมใด ๆ เพิ่ม เพราะอาหารคุณภาพดีเหล่านี้มีปริมาณสารอาหารที่สมดุล อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องให้อะไรเพิ่มอีก

     

    หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการของสัตว์เลี้ยงเพิ่มเติม ควรทำอย่างไร?

    คุณสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์เลี้ยงและโภชนาการของไอแอมส์ได้ที่เว็บไซต์ https://th.iams.asia/contact-us

Close modal