IAMS TH
How to Manage Your Dog's Weight
How to Manage Your Dog's Weight

adp_description_block21
การดูแลและควบคุมน้ำหนักให้สุนัขของคุณ

  • แบ่งปัน

สุนัขต้องการโปรตีน

ความอ้วนเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสุนัข การแก้ปัญหาสามารถทำได้โดยเริ่มจากหาสาเหตุ ประเมินสภาพร่างกาย วางแผนโภชนาการ และปรับพฤติกรรมของสุนัข

คำนิยามของโรคอ้วนคือ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจนส่งผลต่อโครงสร้างกระดูกและร่างกายเป็น สภาวะร่างกายที่มีไขมันสะสมไว้ตามอวัยวะต่างๆ มากจนเกินไป

สาเหตุของโรคอ้วน โดยโรคอ้วนเกิดขึ้นจากการได้รับปริมาณแคลอรี่มากเกินความต้องการ หรือก็คือการที่สุนัขกินอาหารปริมาณ แต่ออกกำลังหรือใช้พลังงานน้อย

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

• การให้อาหารมากเกินไป
• การเคลื่อนไหวน้อย
• สายพันธุ์
• อายุและเพศ
• การทำหมัน
• โรคเบาหวาน
• ภาวะที่มีการทำงานของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตมากเกิน
• ไฮโปไทรอยด์


สารอาหารที่สําคัญ

ไขมันและคาร์โบไฮเดรต

สุนัขใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก สุนัขที่มีน้ำหนักเกินจะสะสมไขมันได้ง่ายขึ้นหากมีการบริโภคแคลอรี่ในรูปแบบของไขมันมากกว่าคาร์โบไฮเดรต สุนัขที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนควรได้รับอาหารไขมันต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพื่อควบคุมแคลอรีจากไขมัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมน้ำหนักสุนัข

 

เส้นใยอาหารและกรดไขมัน

เส้นใยอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญมากสำหรับสุนัขที่ควบคุมน้ำหนัก แต่อาหารลดน้ำหนักบางชนิดอาจลดปริมาณแคลอรี่ลงด้วยการเพิ่มเส้นใยมากกว่าปกติ ทำให้มีสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของสุนัข อีกทั้งยังลดความสามารถในการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารหลายชนิด อย่างเช่น ไขมันที่จำเป็น ซึ่งมีส่วนช่วยให้สุขภาพผิวหนังและเส้นขนมีสุขภาพที่ดี แต่ในอาหารสุนัขอย่าง ไอแอมส์™ โปรแอคทีฟ เฮลท์™ สูตร Weight Control จะมีกรดไขมัน และวิตามินที่ครบถ้วน ช่วยควบคุมน้ำหนักแต่ไม่ลดปริมาณคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับ

 

การลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป

เป้าหมายของโปรแกรมการควบคุมน้ำหนักที่ดี ควรเป็นการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป สุนัขควรลดน้ำหนักได้ประมาณ 1-2% ของน้ำหนักตัวต่อสัปดาห์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการลดปริมาณแคลอรี่ลง 30-50% จากปริมาณปกติ

ทั้งนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัยกับสุนัขของคุณ

  • ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
    ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
    adp_description_block477
    ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

    • แบ่งปัน

    การนำลูกสุนัขตัวใหม่เข้าบ้านเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มาพร้อมความรับผิดชอบมากมาย หนึ่งในนั้นคือการพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อตรวจเช็กปัญหาสุขภาพแอบแฝงและสุขภาพโดยรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ผู้เลี้ยงจะปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน การให้อาหาร การฝึกสอน และวิธีการดูแลต่าง ๆ หากไม่แน่ใจว่าควรพาลูกสุนัขไปพบคุณหมอเมื่อไหร่ บ่อยแค่ไหน ติดตามคำตอบและเรื่องน่ารู้อีกมากมายได้ในบทความนี้

     

    ลูกสุนัขต้องพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

    ลูกสุนัขเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ผู้เลี้ยงควรพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทุก ๆ 3 – 4 สัปดาห์ แต่หากจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอาจมีการนัดพบบ่อยขึ้น ทั้งนี้ก่อนพาเจ้าตัวน้อยไปพบคุณหมอ คุณควรสอบถามข้อมูลการฉีดวัคซีนหรือการรักษาต่าง ๆ จากฟาร์มหรือผู้เพาะพันธุ์ให้เรียบร้อย และในกรณีที่รับเลี้ยงสุนัขไร้บ้านก็ควรแจ้งให้คุณหมอทราบเช่นกัน

    หากคุณสังเกตพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาเจ้าตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์ในทันที

    • บาดแผลบริเวณดวงตา
    • อาการลมพิษ
    • แผลเปิด
    • อาการชัก
    • เป็นลม หมดสติ
    • มีรอยกัด
    • หายใจลำบาก
    • อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
    • อาเจียน
    • ท้องเสีย
    • อาการเจ็บป่วยอื่น ๆ

    ข้อควรรู้ – แม้จะมีสมุดฉีดวัคซีนหรือหลักฐานการตรวจยืนยันจากผู้เพาะพันธุ์ คุณก็ควรพาลูกสุนัขไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เพิ่มเติม
     

    การตรวจสุขภาพประจำปี

    ลูกสุนัขจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับคน นอกจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นแล้ว คุณหมอจะตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ ปอด ดวงตา หู พร้อมมองหาอาการผิดปกติต่าง ๆ และอาจทำการทดสอบพื้นฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
     

    หลังการตรวจเช็กสุขภาพ คุณหมออาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนสูตรอาหาร เพิ่มหรือลดการออกกำลังกาย รวมถึงอาจต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ดียิ่งขึ้น ผู้เลี้ยงควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าตัวน้อยที่คุณรัก อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสุขภาพประจำปี คุณสามารถสอบถามหรือขอปรึกษาเรื่องเหล่านี้จากสัตวแพทย์เพิ่มเติมได้

    • การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
    • รายงานสุขภาพ
    • โภชนาการที่เหมาะสม
    • คำถามเกี่ยวกับการดูแล การฝึก หรือปัญหาที่สงสัย

    ลูกสุนัขฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

    ลูกสุนัขเกิดมาพร้อมระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ อย่างไรก็ตาม พวกเค้าจะเริ่มสูญเสียภูมิคุ้มกันเหล่านี้เมื่ออายุ 6 – 8 สัปดาห์ จึงจำเป็นต้องเริ่มฉีดวัคซีนในช่วงเวลาดังกล่าว บวกกับนิสัยชอบดมและเลียเพื่อสำรวจทุกสิ่งรอบตัว ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะการฉีดวัคซีนสามารถป้องกันไวรัสและโรคร้ายแรงได้ การฉีดวัคซีนจะเริ่มเมื่อลูกสุนัขมีอายุ 6 – 8 สัปดาห์ และต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 2 – 4 สัปดาห์จนกว่าลูกสุนัขจะมีอายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไป บางกรณีสัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ เนื่องจากมีการระบาดของโรคหรือเมื่อแม่หมาที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีน คุณสามารถขอตารางการฉีดวัคซีนของลูกสุนัขจากสัตวแพทย์ได้
     

    การฉีดวัคซีนสำหรับสุนัข

    สุนัขจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หัด และโรคตับอักเสบในสุนัข โดยวัคซีนทั่วไปที่สุนัขจำเป็นต้องได้รับมีดังนี้

    • เชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข
    • โรคไข้หัด
    • โรคตับอักเสบ
    • โรคพิษสุนัขบ้า
    • โรคติดเชื้อในทางเดินหายใจ
    • โรคลำไส้อักเสบติดต่อจากเชื้อโคโรนาไวรัสในสุนัข
    • โรคหลอดลมอักเสบติดต่อของสุนัข
    • โรคเลบโตสไปโรซีสหรือโรคไข้ฉี่หนู

    การฉีดวัคซีนข้างต้นอาจมีการผสมที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์และทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

Close modal