IAMS TH
Small-breed Mature or Senior Dog’s Nutritional Needs
Small-breed Mature or Senior Dog’s Nutritional Needs

adp_description_block255
โภชนาการที่ดีสำหรับสุนัขพันธุ์เล็กสูงวัย

  • แบ่งปัน

สุนัขพันธุ์ใหญ่จะเริ่มเข้าสู่ช่วงสูงวัยเมื่อมีอายุ 5 ปี แตกต่างจากสุนัขพันธุ์เล็กที่จะเปลี่ยนแปลงช้ากว่า โดยจะเข้าสู่ช่วงสูงวัยเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปี ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย ความต้องการทางโภชนาการของพวกเค้าก็จะเปลี่ยนไปด้วย ในฐานะเจ้าของ คุณสามารถดูแลให้พวกเค้ามีความสุขและสุขภาพดีได้ด้วยอาหารสูตรพิเศษที่ย่อยง่าย มีสารอาหารครบถ้วนและสมดุล
 

สัญญาณที่บอกว่าสุนัขของคุณกำลังเข้าสู่ช่วงสูงวัย

เมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย สุนัขของคุณจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย คุณอาจสังเกตได้จากผิวหนังที่เริ่มหยาบ แห้งกร้าน และลอกเป็นขุย พวกเค้าจะทำกิจกรรมน้อยลง และอาจมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้บ่อยครั้ง มีภาวะข้อเสื่อม และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทั้งนี้สุนัขพันธุ์เล็กสูงวัยมีความต้องการพลังงานจากอาหารลดน้อยลง แต่ยังคงต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีสารอาหารที่สมดุล

อาหารแบบไหนที่เหมาะสมกับสุนัขพันธุ์เล็กสูงวัย ?

การเลือกอาหารที่เหมาะสมกับพวกเค้า ควรเลือกอาหารสำหรับสุนัขพันธุ์เล็กสูงวัยโดยเฉพาะ มีสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของช่วงวัย และเป็นอาหารที่ย่อยง่ายเหมาะกับระบบเผาผลาญของพวกเค้า นอกจากนี้คุณอาจจะมองหาตัวเลือกอื่นเพิ่มเติมได้ โดยเลือกจากสารอาหารที่จำเป็นต่อช่วงวัยดังนี้

• มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน E และเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
• มีโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์คุณภาพดี เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในร่างกาย
• มีใยอาหารจาก บีทพัลป์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี และช่วยในเรื่องการดูดซับสารอาหารที่จำเป็น
• มีคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากธัญพืชหลากหลายชนิด เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ

สารอาหารเหล่านี้เป็นหัวใจหลักของโภชนาการที่ดี ไม่ว่าคุณจะเลือกให้อาหารแบบเม็ดหรือแบบเปียกก็ควรมีสาอาหารดังกล่าวอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้สุนัขพันธุ์เล็กยังมีช่องปากและกระเพาะขนาดเล็ก สูตรอาหารที่เหมาะกับพวกเค้าจึงควรเป็นสูตรที่มีเม็ดอาหารขนาดเล็ก เคี้ยวง่าย



ความต้องการของสุนัขพันธุ์เล็กสูงวัย

สุนัขสูงวัยมีโอกาสน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะทำกิจกรรมน้อยลง การใช้พลังงานก็น้อยลง ดังนั้นเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะข้อเสื่อม คุณควรดูแลให้สุนัขของคุณมีน้ำหนักที่เหมาะสม โดยเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบสำคัญเหล่านี้

• เลือกสูตรอาหารที่มีไขมันลดลง แต่ยังคงมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างให้ผิวหนังและเส้นขนมีสุขภาพดี
• มีแอล-คาร์นิทีน สารอาหารหลักที่ช่วยเผาผลาญไขมันในช่วงลดน้ำหนัก
• มีคาร์โบไฮเดรต เพื่อช่วยรักษาพลังงานในขณะที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

ถึงแม้ว่าพวกเค้าจะมีความต้องการทางโภชนาการ ลักษณะทางร่างกาย และพฤติกรรมทีเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุขนะ คุณสามารถช่วยให้พวกเค้าทำกิจกรรมและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ด้วยการเลือกอาหารที่พัฒนามาเพื่อสุนัขพันธุ์เล็กโดยเฉพาะให้กับพวกเค้า

Small-breed Mature or Senior Dog’s Nutritional Needs
article Small-breed Mature or Senior Dog’s Nutritional Needs
  • ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
    ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?
    adp_description_block300
    ควรพาลูกสุนัขตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

    • แบ่งปัน

    การนำลูกสุนัขตัวใหม่เข้าบ้านเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและน่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มาพร้อมความรับผิดชอบมากมาย หนึ่งในนั้นคือการพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อตรวจเช็กปัญหาสุขภาพแอบแฝงและสุขภาพโดยรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่ผู้เลี้ยงจะปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน การให้อาหาร การฝึกสอน และวิธีการดูแลต่าง ๆ หากไม่แน่ใจว่าควรพาลูกสุนัขไปพบคุณหมอเมื่อไหร่ บ่อยแค่ไหน ติดตามคำตอบและเรื่องน่ารู้อีกมากมายได้ในบทความนี้

     

    ลูกสุนัขต้องพบสัตวแพทย์บ่อยแค่ไหน?

    ลูกสุนัขเป็นช่วงวัยที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างมาก ผู้เลี้ยงควรพาลูกสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทุก ๆ 3 – 4 สัปดาห์ แต่หากจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอาจมีการนัดพบบ่อยขึ้น ทั้งนี้ก่อนพาเจ้าตัวน้อยไปพบคุณหมอ คุณควรสอบถามข้อมูลการฉีดวัคซีนหรือการรักษาต่าง ๆ จากฟาร์มหรือผู้เพาะพันธุ์ให้เรียบร้อย และในกรณีที่รับเลี้ยงสุนัขไร้บ้านก็ควรแจ้งให้คุณหมอทราบเช่นกัน

    หากคุณสังเกตพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบพาเจ้าตัวน้อยไปพบสัตวแพทย์ในทันที

    • บาดแผลบริเวณดวงตา
    • อาการลมพิษ
    • แผลเปิด
    • อาการชัก
    • เป็นลม หมดสติ
    • มีรอยกัด
    • หายใจลำบาก
    • อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
    • อาเจียน
    • ท้องเสีย
    • อาการเจ็บป่วยอื่น ๆ

    ข้อควรรู้ – แม้จะมีสมุดฉีดวัคซีนหรือหลักฐานการตรวจยืนยันจากผู้เพาะพันธุ์ คุณก็ควรพาลูกสุนัขไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เพิ่มเติม
     

    การตรวจสุขภาพประจำปี

    ลูกสุนัขจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับคน นอกจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นแล้ว คุณหมอจะตรวจเช็กสุขภาพหัวใจ ปอด ดวงตา หู พร้อมมองหาอาการผิดปกติต่าง ๆ และอาจทำการทดสอบพื้นฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
     

    หลังการตรวจเช็กสุขภาพ คุณหมออาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนสูตรอาหาร เพิ่มหรือลดการออกกำลังกาย รวมถึงอาจต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ดียิ่งขึ้น ผู้เลี้ยงควรทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าตัวน้อยที่คุณรัก อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสุขภาพประจำปี คุณสามารถสอบถามหรือขอปรึกษาเรื่องเหล่านี้จากสัตวแพทย์เพิ่มเติมได้

    • การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
    • รายงานสุขภาพ
    • โภชนาการที่เหมาะสม
    • คำถามเกี่ยวกับการดูแล การฝึก หรือปัญหาที่สงสัย

    ลูกสุนัขฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

    ลูกสุนัขเกิดมาพร้อมระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ อย่างไรก็ตาม พวกเค้าจะเริ่มสูญเสียภูมิคุ้มกันเหล่านี้เมื่ออายุ 6 – 8 สัปดาห์ จึงจำเป็นต้องเริ่มฉีดวัคซีนในช่วงเวลาดังกล่าว บวกกับนิสัยชอบดมและเลียเพื่อสำรวจทุกสิ่งรอบตัว ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะการฉีดวัคซีนสามารถป้องกันไวรัสและโรคร้ายแรงได้ การฉีดวัคซีนจะเริ่มเมื่อลูกสุนัขมีอายุ 6 – 8 สัปดาห์ และต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุก 2 – 4 สัปดาห์จนกว่าลูกสุนัขจะมีอายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไป บางกรณีสัตวแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ เนื่องจากมีการระบาดของโรคหรือเมื่อแม่หมาที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีน คุณสามารถขอตารางการฉีดวัคซีนของลูกสุนัขจากสัตวแพทย์ได้
     

    การฉีดวัคซีนสำหรับสุนัข

    สุนัขจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หัด และโรคตับอักเสบในสุนัข โดยวัคซีนทั่วไปที่สุนัขจำเป็นต้องได้รับมีดังนี้

    • เชื้อพาร์โวไวรัสในสุนัข
    • โรคไข้หัด
    • โรคตับอักเสบ
    • โรคพิษสุนัขบ้า
    • โรคติดเชื้อในทางเดินหายใจ
    • โรคลำไส้อักเสบติดต่อจากเชื้อโคโรนาไวรัสในสุนัข
    • โรคหลอดลมอักเสบติดต่อของสุนัข
    • โรคเลบโตสไปโรซีสหรือโรคไข้ฉี่หนู

    การฉีดวัคซีนข้างต้นอาจมีการผสมที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรปรึกษาสัตวแพทย์และทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

Close modal