เมื่อสุนัขของคุณเข้าสู่ช่วงสูงวัย เจ้าของอย่างคุณควรจดจำเคล็ดลับเหล่านี้ไว้ให้ดี
• ลดความเครียดและการเปลี่ยนแปลง ควรลดความเครียดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้พวกเค้าไม่เคลื่อนไหวร่างกายแบบแรง ๆ
• ให้เขาออกกำลังกายเป็นประจำ พาสุนัขออกกำลังกายเป็นประจำ โดยการพาพวกเค้าไปเดินเล่นทุกวัน เป็นเวลา 15 นาที เพื่อช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ให้ระบบย่อยมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
• ให้อาหารพวกเค้าในปริมาณที่น้อยลง แต่ควรให้จำนวนบ่อยครั้งมากขึ้น เช่น จากปกติส่วนใหญ่ให้มื้อใหญ่วันละมื้อ ลองเปลี่ยนเป็นให้ปริมาณน้อยลงแต่เพิ่มจำนวนเป็นวันละ 2-3 มื้อ การทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญของพวกเค้า
• ควรพาสุนัขสูงวัยไปตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียดเป็นประจำ และหากคุณพบสิ่งผิดปกติในร่างกายของเค้า ให้รีบพามาพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการตรวจหาและรักษาป้องกันโรค ก่อนที่จะสายเกินไป
• ควรใส่ใจในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสุนัขสูงวัย โดยพวกเค้าจะต้องได้รับคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างเหมาะสมครบถ้วนและดีต่อระบบการย่อยอาหารในร่างกาย
Dr. Michael Hayek ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการสำหรับสุนัขสูงวัยของสถาบันการไอแอมส์™ ได้ชี้ว่า โภชนาการสำหรับสุนัขสูงวัยยังเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และทำการวิจัยกันอีกมาก ซึ่งสุนัขในแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการดูแลก็ย่อมไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสุนัขสูงวัยที่คุณควรปรับเปลี่ยนเรื่องพฤติกรรมการให้อาหาร ซึ่งอาจจะปรึกษาสัตวแพทย์หรือเลือกผลิตภัณฑ์จากสินค้าที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้เค้าอยู่กับคุณได้อีกนาน
'Q: เมื่อต้องฝึกลูกสุนัข สามารถให้อาหารของคนเป็นรางวัลได้หรือไม่?
A: โดยส่วนตัวแล้ว ฉันจะไม่ใช้ขนมหรืออาหารในการฝึกเลย แต่จะใช้ภาษากายและการให้คำชมเป็นรางวัลในการฝึกแทน ซึ่งมันก็ได้ผลดีเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อสุนัขบางตัวไม่ได้สนใจหรือถูกดึงดูดใจด้วยอาหาร
ถึงแม้คนส่วนมากมักจะใช้วิธีนี้และประสบความสำเร็จ แต่ฉันก็ไม่แนะนำวิธีนี้อยู่ดี การให้อาหาร (ของคน) เป็นรางวัล อาจทำให้สุนัขมีความคิดว่าพวกเค้าสามารถกินอาหารของคุณได้ ซึ่งมันอาจกระตุ้นให้พวกเค้าขโมยอาหารจากโต๊ะ หรือจากคนโดยเฉพาะเด็กๆ หรือแขกที่บ้านได้
นอกจากนี้อาหารบางอย่างของคนก็เป็นพิษต่อสุนัข ตัวอย่างเช่นช็อกโกแลต, องุ่น, ลูกเกด, ถั่วแมคาเดเมียและไซลิทอล (สารให้ความหวานมักจะใช้ในหมากฝรั่ง, ขนม, และขนมอบ)
แทนที่จะให้อาหารของคน คุณสามารถใช้ขนมสำหรับสุนัขแทนได้ โดยเลือกสูตรที่มีไขมันต่ำ ผลิตจากเนื้อสัตว์คุณภาพดี และเหมาะกับการฝึก ไม่ควรเลือกขนมที่เคี้ยวง่าย เพราะอาจจะมีส่วนผสมของน้ำตาลสูง เวลาซื้อขนมให้พวกเค้า อย่าลืมอ่านฉลากเพื่อดูส่วนประกอบให้แน่ชัดซะก่อน
ในระหว่างการฝึกระวังอย่าให้ขนมพวกเค้ามากจนเกินไป และไม่ควรให้ขนมแทนอาหารหลัก ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณแคลอรี่ที่พวกเค้าควรได้รับในแต่ละวัน
ทั้งนี้ในการฝึกแต่ละครั้ง ไม่ควรใช้เวลานานแต่เน้นฝึกบ่อยครั้งแทน อย่างการฝึกลูกสุนัขแต่ละครั้งควรใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที
และสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ควรใช้การฝึกแบบเชิงบวก หากคุณเริ่มหงุดหงิดเพราะลูกสุนัขเริ่มไม่สนใจและไม่ยอมอยู่นิ่ง ให้หยุดพักก่อน พยายามให้การฝึกแต่ละครั้งจบแบบสนุกสนาน เพื่อกระตุ้นให้พวกเค้าอยากฝึกอีกในครั้งต่อไป
คำแนะนำโดย Janet Tobiassen, สัตวแพทย์ในรัฐวอชิงตัน ที่ทำการศึกษาและเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ปี 2542 โดยเธอเริ่มฝึกสุนัขตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยผ่านการฝึกจากชมรม 4-H รวมถึงได้เข้าฝึกอบรมเรื่องการบำบัดและการฝึกสัตว์เลี้ยงเมื่อตอนเรียนคณะสัตวแพทย์ศาสตร์'
