'บีทพัลป์คืออะไร
บีทพัลป์เป็นวัสดุที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากสกัดน้ำตาลออกจากเยื่อหัวบีท— บีทพัลป์เป็นแหล่งไฟเบอร์ในอาหารสุนัขของเรา
ไฟเบอร์และบีทพัลป์
ไฟเบอร์นั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ แบบที่ไม่สามารถย่อยได้โดยจุลินทรีย์และแบบที่สามารถย่อยได้
ไฟเบอร์ที่ไม่สามารถย่อยได้จะเคลื่อนตัวผ่านลำไส้โดยการเพิ่มขนาดแล้วขับออกมาเป็นของเสีย ยกตัวอย่างเช่นเซลลูโลสก็คือไฟเบอร์ที่ไม่สามารถย่อยได้ เป็นต้น
ไฟเบอร์สามารถย่อยได้จะถูกย่อยสลายในลำไส้ให้เป็นกรดไขมันสายสั้นที่ให้พลังงานแก่เซลล์ในลำไส้
ไฟเบอร์ที่ย่อยได้โดยจุลินทรีย์ จะช่วยในการเคลื่อนย้ายของเสียและให้พลังงานแก่เซลล์ในลำไส้ ซึ่งบีทพัลป์เป็นหนึ่งในไฟเบอร์ที่ย่อยได้โดยจุลินทรีย์
ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับบีทพัลป์
''บีทพัลป์มีอันตราย''
บีทพัลป์ไม่มีสารพิษและเป็นแหล่งไฟเบอร์ที่ปลอดภัยมาก
''บีทพัลป์มีผลต่อสีขนสุนัข''
ไม่มีอะไรในบีทพัลป์ที่มีผลต่อเม็ดสีขนของสุนัข เราใช้บีทพัลป์ด้านในที่เป็นสีอ่อน ไม่ได้ใช้เปลือกนอกซึ่งเป็นสีเข้ม
''บีทพัลป์มีน้ำตาล''
บีทพัลป์เป็นวัสดุเหลือใช้หลังจากการนำน้ำตาลออกจากหัวบีท ดังนั้นบีทพัลป์จึงไม่มีน้ำตาล
''บีทพัลป์ทำให้เกิดอาการกระเพาะบิด''
ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า บีทพัลป์ ทำให้เกิดอาการกระเพาะบิด รวมไปถึงส่วนผสมอื่นๆของ บีทพัลป์ด้วยเช่นกัน
สำหรับสาเหตุของอาการกระเพาะบิดนั้นยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ '
โซเดียมมีส่วนช่วยในการควบคุมและรักษาสมดุลของน้ำในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อป้องกันภาวะการบวมน้ำและภาวะการขาดน้ำ นอกจากนี้โซเดียมยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อและเส้นประสาทอีกด้วย
เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา และไข่เป็นแหล่งของโซเดียม
แหล่งที่มาของโซเดียมมักได้จากเนื้อสัตว์ ทั้งสัตว์ปีก ปลา และไข่ แต่ในบางครั้งโซเดียมอาจอยู่ในรูปแบบของเกลือแกง ซึ่งเกลือก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตว์เช่นเดียวกัน
สมาคม American Feed Control Official ได้แนะนำว่าอาหารสุนัขชนิดเม็ด ควรมีโซเดียมอย่างน้อย 0.3% เพื่อความเหมาะสมในการเจริญเติบโตของสุนัข
แต่หากสุนัขได้รับโซเดียมมากเกินไป พวกเค้าจะเกิดการกระหายน้ำ แล้วเมื่อสุนัขได้กินน้ำเข้าไปในปริมาณมาก โซเดียมก็จะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่สำหรับสุนัขที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้มากกว่าอาหารสุนัขที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยไม่ทำให้เกิดการกระหายน้ำ
ดังนั้นเจ้าของสามารถคลายกังวลเรื่องโซเดียมในอาหารสุนัขได้ เนื่องจากอาหารสุนัขที่วางจำหน่ายจะมีระดับโซเดียมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของพวกเค้า
ข้อแนะนำในการใช้โซเดียมสำหรับสุนัขบางตัว
สัตวแพทย์มักแนะนำให้สุนัขที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต ปรับลดปริมาณโซเดียมลง เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง และช่วยลดการสะสมของของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณมากเกินไป
นอกจากนี้ถึงแม้สุนัขสูงวัยจะมีแนวโน้มที่เป็นโรคเหล่านี้ได้ แต่หากพวกเค้ายังมีร่างกายที่แข็งแรง ก็ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณโซเดียมลง
การใช้โซเดียมเป็นส่วนประกอบในอาหารสุนัขของเรา
ระดับโซเดียมในอาหารสุนัขของเรามีปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกายสุนัข โดยปริมาณโซเดียมในอาหารเหล่านี้ มีสัดส่วนที่สมดุลกับพลังงาน แร่ธาตุต่างๆ วิตามิน ไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต
โซเดียมมีส่วนช่วยในการควบคุมและรักษาสมดุลของน้ำในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อป้องกันภาวะการบวมน้ำและภาวะการขาดน้ำ นอกจากนี้โซเดียมยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อและเส้นประสาทอีกด้วย
เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา และไข่เป็นแหล่งของโซเดียม
แหล่งที่มาของโซเดียมมักได้จากเนื้อสัตว์ ทั้งสัตว์ปีก ปลา และไข่ แต่ในบางครั้งโซเดียมอาจอยู่ในรูปแบบของเกลือแกง ซึ่งเกลือก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตว์เช่นเดียวกัน
สมาคม American Feed Control Official ได้แนะนำว่าอาหารสุนัขชนิดเม็ด ควรมีโซเดียมอย่างน้อย 0.3% เพื่อความเหมาะสมในการเจริญเติบโตของสุนัข
แต่หากสุนัขได้รับโซเดียมมากเกินไป พวกเค้าจะเกิดการกระหายน้ำ แล้วเมื่อสุนัขได้กินน้ำเข้าไปในปริมาณมาก โซเดียมก็จะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ แต่สำหรับสุนัขที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้มากกว่าอาหารสุนัขที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยไม่ทำให้เกิดการกระหายน้ำ
ดังนั้นเจ้าของสามารถคลายกังวลเรื่องโซเดียมในอาหารสุนัขได้ เนื่องจากอาหารสุนัขที่วางจำหน่ายจะมีระดับโซเดียมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของพวกเค้า
ข้อแนะนำในการใช้โซเดียมสำหรับสุนัขบางตัว
สัตวแพทย์มักแนะนำให้สุนัขที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต ปรับลดปริมาณโซเดียมลง เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง และช่วยลดการสะสมของของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณมากเกินไป
นอกจากนี้ถึงแม้สุนัขสูงวัยจะมีแนวโน้มที่เป็นโรคเหล่านี้ได้ แต่หากพวกเค้ายังมีร่างกายที่แข็งแรง ก็ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณโซเดียมลง
การใช้โซเดียมเป็นส่วนประกอบในอาหารสุนัขของเรา
ระดับโซเดียมในอาหารสุนัขของเรามีปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกายสุนัข โดยปริมาณโซเดียมในอาหารเหล่านี้ มีสัดส่วนที่สมดุลกับพลังงาน แร่ธาตุต่างๆ วิตามิน ไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต