IAMS TH
Kitten Basics: Enriched Environments
Kitten Basics: Enriched Environments

adp_description_block299
ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงแมว

  • แบ่งปัน

ทาสแมวทุกคนต่างก็อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกแมวตัวน้อยของตัวเอง และหนึ่งในนั้นคือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี สิ่งนี้หมายรวมถึงการจัดหากิจกรรม ของเล่น หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยกระตุ้นสภาพร่างกายและจิตใจพวกเค้าด้วย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่ดียังช่วยป้องกันปัญหาทางพฤติกรรม เช่น การข่วน การกัด และการทำลายข้าวของได้อีกด้วย

 

การสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกแมวมีความสุขและสุขภาพดี
 

เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของคุณมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้กันได้เลย

  1. การออกกำลังกายและการเล่น – การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับน้องแมวทุกช่วงวัย ควรหาเวลาให้พวกเค้าได้วิ่ง กระโดด และเล่นตามใจชอบบ้าง โดยคุณสามารถใช้ของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น ลูกบอล ตุ๊กตา เลเซอร์ หรือคอนโดแมว เพื่อกระตุ้นให้ลูกแมวอยากเล่นและยอมเคลื่อนไหวร่างกายมากยิ่งขึ้น

  2. พื้นที่แห่งความสนุกและปลอดภัย – ควรจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเล่นและพักผ่อนให้กับลูกแมว อาจจัดเตรียมเสาลับเล็บและข้าวของอื่น ๆ ที่พวกเค้าสามารถใช้สร้างอาณาเขตเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้คุณยังสามารถนำกล่องลังหรืออุโมงค์แมวมาไว้ในบ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเค้าได้เล่น ได้สำรวจ และใช้เป็นที่ซ่อนตัว 

  3. ของเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส – น้องแมวมีประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยม ทั้งการมองเห็นและการดมกลิ่น เจ้าของจึงควรจัดหาของเล่นเพื่อช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของพวกเค้า อาจใช้ของเล่นที่มีพื้นผิวต่างกันหรือหาต้นแคทนิปมาให้แทนก็ได้ นอกจากของเล่นและอุปกรณ์แล้ว คุณอาจให้อาหารหลาย ๆ ชนิด เพื่อให้ลูกแมวได้รู้จักกับรสชาติและเนื้อสัมผัสใหม่ ๆ

  4. การเข้าสังคม – แมวเป็นสัตว์สังคมและเติบโตได้ดีเมื่อมีเพื่อน หากคุณมีลูกแมวเพียงตัวเดียว อาจใช้ตุ๊กตาสัตว์หรือกระจกเป็นเพื่อนแก้เหงาให้พวกเค้า สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยได้รับการกระตุ้นทางสังคมที่จำเป็น แต่หากคุณมีแมวมากกว่าหนึ่ง ควรจัดพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสมและเตรียมอุปกรณ์จำเป็นให้เพียงพอสำหรับน้องแมวทุกตัว โดยอาจจัดให้มีพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันและเตรียมของเล่นหลากหลายชนิดเอาไว้ให้พร้อม 
     

    นอกจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแล้ว คุณยังสามารถจัดหากิจกรรมหรือตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อให้ลูกแมวมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เราแนะนำมีดังนี้

     

  5. ฝึกทำตามคำสั่ง – ลองฝึกสอนคำสั่งพื้นฐาน เช่น การนั่งหรืออยู่นิ่ง การฝึกจะช่วยให้ลูกแมวมีสมาธิและความมั่นใจมากขึ้น

  6. เลือกใช้ชามอาหารแบบพิเศษ – ชามอาหารประเภทนี้จะช่วยให้ลูกแมวเพลิดเพลินกับการกินมากยิ่งขึ้น และช่วยป้องกันปัญหาลูกแมวกินเร็วเกินไปได้อีกด้วย

  7. ที่นั่งริมหน้าต่าง – น้องแมวส่วนใหญ่ชอบชมวิวนอกบ้าน เพราะมันช่วยให้พวกเค้าเพลิดเพลินและได้สำรวจสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน

    การเลี้ยงน้องแมวในสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้พวกเค้ามีสุขภาพดีและมีความสุขแล้ว ยังป้องกันปัญหาพฤติกรรมได้อีกด้วย ยิ่งถ้าคุณฝึกทักษะและการเข้าสังคมอย่างเหมาะสม พวกเค้าก็จะสามารถปรับตัวได้ดีและมีความสุขในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมทำความเข้าใจความต้องการของลูกแมวและจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอาไว้ให้พร้อม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงแมว

  1. อะไรคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการเลี้ยงแมว?  
  2. มันคือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งอาจรวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ เช่น คอนโดแมว เสาลับเล็บ ของเล่นชนิดต่าง ๆ และที่หลบซ่อนตัว นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้น้องแมวได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณตามธรรมชาติด้วย เช่น การล่าเหยื่อและการสำรวจ

     

  3. จะช่วยให้ลูกแมวคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างไรบ้าง?  
  4. ค่อย ๆ แนะนำให้ลูกแมวรู้จักพื้นที่รอบตัว โดยปล่อยให้พวกเค้าได้สำรวจตามใจชอบ และอาจใช้การกระตุ้นเชิงบวก เช่น การให้ขนมหรือพูดชมเชย ทั้งนี้เจ้าของควรเตรียมพื้นที่ส่วนตัวและปลอดภัยให้พวกเค้าด้วย  โดยอาจจะเลือกเป็นเบาะนอน กระเป๋าแมว หรือกล่องลัง คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

     

  5. ลูกแมวใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่นานแค่ไหน?
  6. ลูกแมวส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ในช่วงเวลานี้ สิ่งสำคัญคือต้องจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยและสะดวกสบายเพื่อให้ลูกแมวได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ และสร้างกิจวัตรประจำวัน ความสม่ำเสมอและความอดทนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ลูกแมวรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

     

  7. ลูกแมวต้องการความสนใจมากน้อยแค่ไหน?
  8. ลูกแมวต้องการความเอาใจใส่และการดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายของพวกเค้ายังเติบโตและพัฒนาได้ไม่เต็มที่ พวกเค้าต้องการอาหารที่ดี การดูแล การเล่น การเข้าสังคม และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยแนะนำให้ใช้เวลาร่วมกับพวกเค้าอย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับการดูแลลูกแมวตามช่วงวัยหรือความต้องการที่เฉพาะเจาะจงได้

     

  • Tips for Feeding Your Senior Cat
    Tips for Feeding Your Senior Cat
    adp_description_block145
    คู่มือการให้อาหารน้องแมวสูงวัย

    • แบ่งปัน

    เป็นที่รู้กันดีว่าแมวมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมีความสง่างามชวนให้หลงใหล เจ้าเหมียวขนฟูเหล่านี้มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 12 – 18 ปี แมวที่มีอายุมากกว่า 3 ปีจะถือว่าเป็นแมวโตเต็มวัย และเมื่อมีอายุ 11 ปีขึ้นไปก็จะเข้าสู่ช่วงสูงวัย
     

    พฤติกรรมหรือนิสัยการกินของแมวจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ อย่างลูกแมวต้องการปริมาณอาหารมากกว่าเพื่อน เนื่องจากพวกเค้าต้องการพลังงานสูงและอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต แมวโตเต็มวัยต้องการอาหารในปริมาณปานกลางเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อการทำกิจกรรมตลอดวัน ส่วนแมวสูงอายุมักจะมีความอยากอาหารน้อยลง เจ้าของจึงอาจต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของพวกเค้า หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้อาหารแมวสูงวัย มาติดตามบทความนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย
     

    ทำไมผู้เลี้ยงจึงควรใส่ใจกับการให้อาหารแมวสูงวัยมากเป็นพิเศษ?

    พฤติกรรมการกินส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแมวสูงวัย เจ้าของควรดูแลเอาใจใส่เกี่ยวกับโภชนาการกันให้มากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าน้องแมวจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในปริมาณที่เหมาะสม
     

    ผู้เลี้ยงควรทำความเข้าใจก่อนว่าแมวแต่ละช่วงวัยมีความต้องการทางโภชนาการแตกต่างกัน ลูกแมวควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่เหมาะสม แมวโตเต็มวัยควรได้รับการดูแลอย่างใส่ใจเพื่อป้องกันปัญหาน้ำหนักตัวเกิน และแมวสูงวัยควรได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง อาหารของพวกเค้าควรประกอบด้วยโปรตีนคุณภาพสูงและวิตามินอีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ
     

    เมื่อน้องแมวมีอายุมากขึ้น การรับรสและการดมกลิ่นก็จะเสื่อมลง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อปัญหาฟันเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการเคี้ยวอาหารด้วย เจ้าของสามารถทำตามคำแนะนำในการเลือกอาหารต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้น้องแมวกินอาหารได้ดียิ่งขึ้น

    • เลือกอาหารที่มีชิ้นเล็ก
    • เลือกอาหารที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย
    • เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติของอาหาร

    เคล็ดลับง่าย ๆ ในการให้อาหารแมวสูงวัย

    เนื่องจากแมวสูงวัยมีความอยากอาหารน้อยลง เจ้าของจึงต้องเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพื่อให้แน่ใจว่าน้องแมวจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน หรืออาจทำตามเคล็ดลับเหล่านี้เพิ่มเติมด้วยก็ได้

    1. ให้อาหารน้อยลงแต่บ่อยขึ้น –

    แม้ว่าน้องแมวสูงวัยจะอยากอาหารน้อยลง แต่พวกเค้ายังคงต้องการสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนหรือวิตามินที่จำเป็น สำหรับแมวสูงวัยที่มีสุขภาพแข็งแรง อาจให้อาหาร 3 – 4 ครั้งต่อวัน แต่หากพวกเค้ามีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร ควรให้อาหารอย่างน้อย 10 – 12 ครั้งต่อ

    1. เสิร์ฟอาหารอุณหภูมิห้อง –

    แทนที่จะเสิร์ฟอาหารร้อนหรือเย็นเกินไป เจ้าของควรเสิร์ฟอาหารในอุณหภูมิห้องปกติ เนื่องจากประสาทสัมผัสของแมวสูงวัยไม่ได้ดีดังเดิม อาหารอุณหภูมิห้องจะช่วยให้พวกเค้ารับรสและกลิ่นของอาหารได้ดีขึ้น

    1. เลือกอาหารที่มีคุณภาพดี –

    อาหารของแมวสูงวัยควรย่อยง่ายและมีสารอาหารที่สำคัญครบถ้วน เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ
     

    ช่วงวัยเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกอาหาร รวมถึงสภาวะสุขภาพ น้ำหนัก ความอยากอาหาร และรูปแบบการใช้ชีวิตของแมวด้วย แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านสุขภาพ การขาดสารอาหาร และโรคประจำตัวก่อนเลือกอาหารให้กับพวกเค้า

Close modal