IAMS TH
How to Decipher Cat Food Product Labels
How to Decipher Cat Food Product Labels

adp_description_block121
อายุขัยแมวและเคล็ดลับการดูแลแมวให้อายุยืน

  • แบ่งปัน

ทาสแมวรู้ไหมว่า อายุขัยเฉลี่ยของแมวอยู่ที่ 15 ปี โดยแมวเลี้ยงในบ้านมักมีอายุขัยราว 12 – 18 ปี และบางตัวอาจอยู่ได้นานถึง 20 ปีเลยทีเดียว ในทางกลับกัน อายุขัยของแมวที่เลี้ยงแบบปล่อยหรือแมวจรนั้นมักสั้นกว่า เพราะพวกเค้ามีชีวิตที่เสี่ยงอันตรายจากการประสบอุบัติเหตุและการถูกทำร้ายโดยสัตว์ชนิดอื่น อีกทั้งหากเจ็บป่วยก็มักไม่ได้รับการรักษาพยาบาล

เราเชื่อว่าพ่อแม่แมวเหมียวทุกคนย่อมอยากดูแลให้เจ้าตัวน้อยแข็งแรงและอยู่ด้วยกันนาน ๆ  สำหรับแมว อายุขัยที่ยืนยาวเป็นผลรวมของหลากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราได้รวบรวมมาให้แล้วในบทความนี้

ช่วงอายุแมวมีกี่ช่วง?

การดูแลแมวให้มีอายุยืนยาวต้องเริ่มจากทำความเข้าใจแต่ละช่วงวัยของพวกเค้าก่อน โดยช่วงอายุแมวแบ่งออกเป็น 6 ช่วงด้วยกัน

  • ช่วงวัยลูกแมว
    • ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 เดือน ถือเป็นช่วงวัยลูกแมว ในช่วงเวลานี้ เจ้าตัวน้อยจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องการสารอาหารและพลังงานมากเป็นพิเศษ
  • ช่วงวัยเด็ก
    • น้องแมวอายุ 6 เดือน – 2 ปี จัดว่าอยู่ในช่วงวัยเด็ก พวกเค้าจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และจะแสดงลักษณะนิสัยเฉพาะตัวออกมาให้เห็นกัน ทั้งนี้เมื่อพวกเค้ามีอายุ 1 ปี สามารถเปลี่ยนอาหารจากสูตรลูกแมวมาเป็นสูตรแมวโตได้
  • ช่วงวัยรุ่น
    • ช่วงวัยรุ่นคือช่วงอายุ 3 – 6 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายของพวกเค้าอยู่ในสภาพที่สมบรูณ์ที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้องแมวจะมีสุขภาพดี แต่ก็ยังคงต้องตรวจเช็กร่างกายกับสัตวแพทย์เป็นประจำ
  • ช่วงโตเต็มวัย
    • น้องแมวในช่วงโตเต็มวัยมีอายุระหว่าง 7 – 10 ปี พวกเค้าอาจทำกิจกรรมน้อยลง ซึ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มง่ายขึ้น น้องแมวในวัยนี้อาจต้องเปลี่ยนสูตรอาหาร รวมถึงเพิ่มวิตามินบางชนิดเพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกัน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการดูแลพวกเค้าให้แข็งแรงและอยู่กับเราได้นานขึ้น
  • ช่วงสูงวัย
    • ช่วงอายุระหว่าง 11 – 14 ปี ถือว่าเข้าสู่ช่วงสูงวัยแล้ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะเจ็บป่วย จึงควรปรึกษาและพบสัตวแพทย์เป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าเหมียวจะมีสุขภาพดี ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการ
  • ช่วงวัยชรา
    • เมื่อน้องแมวมีอายุ 15 ปีขึ้นไปแปลว่าอยู่ในช่วงวัยชราแล้ว โดยน้องแมวส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแอ็กทีฟ และต้องการการดูแลมากเป็นพิเศษ

เทียบอายุแมวกับอายุคนได้อย่างไร?

สามารถเปรียบเทียบอายุแมวกับอายุของคนได้ดังนี้

  1. แมวอายุ 1 ปี เทียบเท่าคนอายุ 15 ปี
  2. แมวอายุ 2 ปี เทียบเท่าคนอายุ 24 ปี
  3. หลังจากน้องแมวอายุ 2 ปี วิธีคำนวณอายุเทียบกับคนคือ 1 ปีของแมวเทียบเท่า 4 ปีของคน เช่น เมื่อมีอายุ 3 ปี ก็จะเทียบเท่ากับคนอายุ 28 ปี และเมื่ออายุครบ 4 ปี จะเทียบเท่ากับคนอายุ 32 ปี

ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่ออายุขัยแมว?

ในการดูแลเจ้าเหมียวให้มีสุขภาพดี แข็งแรง และอยู่ด้วยกันกับเราได้นาน ๆ ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุขัยของเจ้าเหมียวกันก่อน

  • อาหารคุณภาพดีและน้ำสะอาด

    • การให้อาหารคุณภาพดีเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยแมว น้องแมวเป็นสัตว์กินเนื้อ ดังนั้นควรเลือกอาหารที่มีส่วนผสมหลักเป็นโปรตีนและมีสารอาหารจำเป็นต่อแมว เช่น ทอรีน นอกจากนี้อย่าลืมเตรียมน้ำสะอาดให้พวกเค้าตลอดเวลาด้วย
  • การดูแลสุขภาพร่างกาย

    • การพบสัตวแพทย์เป็นประจำ จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเจ้าเหมียวสุขภาพดี ไม่มีปัญหาสุขภาพแอบแฝง โดยคุณหมอยังสามารถแนะนำเรื่องอาหารการกิน การควบคุมน้ำหนัก และการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเจ้าตัวน้อยของคุณได้ด้วย
    • การป้องกันปรสิตตัวร้ายก็สำคัญ คุณหมออาจแนะนำให้ตรวจอุจจาระเพื่อหาหนอนพยาธิชนิดต่าง ๆ โดยคุณสามารถเก็บตัวอย่างอุจจาระได้ด้วยตัวเอง ก่อนนำไปให้คุณหมอเมื่อถึงเวลานัดหมาย วิธีนี้จะช่วยให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางบ่อย แถมเจ้าเหมียวก็แฮปปี้ด้วย
    • นอกจากนี้คุณหมอจะจัดตารางการฉีดวัคซีนให้เจ้าตัวน้อยด้วย เพื่อป้องกันและเตรียมร่างกายให้พร้อมต่อสู้กับโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัข ทั้งนี้วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นทุกปี ส่วนบางชนิดก็ทุก ๆ สามปี ดังนั้นควรไปพบคุณหมอตามนัดหมายทุกครั้ง!
  • ความเอาใจใส่

    • ไม่ใช่แค่อาหารหรือข้าวของที่จำเป็นเท่านั้นที่น้องแมวต้องการจากเรา พวกเค้าต้องการความรักความเอาใจใส่ด้วย แม้ว่าจะมีนิสัยรักอิสระ แต่บางเวลาเจ้าตัวน้อยเหล่านี้ก็ต้องการความสนใจ อย่าลืมแบ่งเวลามาเล่นหรือทำกิจกรรมกับพวกเค้าประมาณ 10 – 15 นาทีต่อวัน ไม่จำเป็นต้องหาซื้อของเล่นราคาแพง แค่ถุงเท้าที่สะอาดผูกเข้ากับเชือกก็สร้างความสนุกสนานให้เจ้าเหมียวได้มากแล้ว
  • การออกกำลังกาย

    • ชวนน้องแมวเล่นสนุกหรือทำกิจกรรมง่าย ๆ วันละ 30 นาที เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าตัวน้อยของคุณจะมีร่างกายแข็งแรง พร้อมอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ
  • ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน

    • หากไม่แปรงฟันเป็นประจำจะทำให้เกิดคราบหินปูนสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอื่น ๆ ได้ เช่น ปวดฟัน ฟันหลุดร่วง หรือโรคไต จึงควรหมั่นทำความสะอาดฟันและพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพฟันเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอายุขัยแมวและการดูแลแมวให้อายุยืน

  1. อายุขัยแมวเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่?
  2. อายุขัยของแมวส่วนใหญ่อยู่ที่ 12 – 18 ปี แต่น้องแมวบางตัวก็อาจอยู่ได้นานถึง 20 ปี

  3. น้องแมวอายุ 18 ปีเทียบเป็นคนอายุกี่ปี?
  4. แมวอายุ 1 ปี เทียบเท่าคนอายุ 15 ปี แมวอายุ 2 ปี เทียบเท่าคนอายุ 24 ปี แต่ในปีต่อ ๆ ไป การคำนวณคือ 1 ปีที่เพิ่มขึ้นของแมวเท่ากับ 4 ปีของคน เช่น แมวอายุ 3 ปี เทียบเท่าคนอายุ 28 ปี ดังนั้นแมวอายุ 18 ปี จะเทียบเท่ากับคนอายุ 88 ปี

  5. น้องแมวสามารถอยู่ได้นานกว่า 20 ปีหรือไม่?
  6. โดยทั่วไปสำหรับแมว อายุขัยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15 ปี แต่แมวบางตัวก็อยู่ได้นานถึง 20 ปี อันที่จริงมีน้องแมวหลายตัวเลยที่อยู่ได้นานกว่า 25 ปี สำหรับน้องแมวที่มีอายุยืนที่สุด มีชื่อว่าน้องครีมพัฟ ซึ่งมีอายุยาวถึง 38 ปี 3 วัน

  7. อะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าแมวเข้าสู่ช่วงสูงวัยแล้ว?
  8. เมื่อน้องแมวเข้าสู่ช่วงสูงวัย เราจะสังเกตเห็นสัญญาณต่าง ๆ เช่น ขยับตัวน้อยหรือทำกิจกรรมน้อยลง น้ำหนักตัวลดลง มีอาการสับสนงุนงง พฤติกรรมเปลี่ยน ความอยากอาหารและการนอนเปลี่ยนไป

  9. อายุขัยแมวตัวผู้ยืนยาวกว่าแมวตัวเมียจริงไหม?
  10. จากสถิติพบว่าอายุขัยของแมวตัวเมียยืนยาวกว่าตัวผู้ นอกจากนี้ในแมว อายุขัยยังเพิ่มขึ้นได้หากทำหมัน เพราะน้องแมวที่ทำหมันแล้วมักมีอายุยืนกว่าน้องแมวที่ไม่ได้ทำหมันนั่นเอง

  • Understanding Kitten Food Nutrition Labels
    Understanding Kitten Food Nutrition Labels
    adp_description_block97
    ทำความเข้าใจกับฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อาหารลูกแมว

    • แบ่งปัน

     

    คุณกำลังสับสนกับชื่อวัตถุดิบในอาหารแมวอยู่หรือไม่ ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว อาหารแมวที่ทำการตลาดโดยใช้ “วัตถุดิบเกรดอาหารคน” กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ถึงแม้จะดูเป็นที่สนใจของเจ้าของแมวอยู่สมพอควร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “เกรดอาหารคน” ไม่ได้มีคำจำกัดความทางกฎหมายและมีจุดประสงค์หลักเพื่อการตลาดเท่านั้น

     

    อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์โดยทั่วไปแล้วจะมีป้ายกำกับว่า “กินได้” หรือ “กินไม่ได้ ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของมนุษย์” เมื่ออาหารออกจากห่วงโซ่อาหารของมนุษย์แล้ว แม้ว่าอาหารนั้นจะมีคุณภาพดีแค่ไหนก็ตาม ก็จะต้องระบุว่า “กินไม่ได้ ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของมนุษย์” ดังนั้น เนื้อสัตว์ที่ใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยงจะต้องระบุว่า “กินไม่ได้” โดยไม่ต้องคำนึงถึงแหล่งที่มาหรือคุณภาพของเนื้อสัตว์ วิธีการเดียวในการทำให้อาหารสัตว์เลี้ยงใช้ส่วนผสมที่ถือว่า 'กินได้' ก็คือ อย่าปล่อยให้เนื้อสัตว์ออกจากห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ และผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในโรงงานผลิตอาหารมนุษย์เท่านั้น รวมถึงต้องขนส่งโดยใช้รถบรรทุกอาหารของมนุษย์ด้วย ดังนั้น การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่มี 'ส่วนผสมเกรดเดียวกับมนุษย์' จึงไม่เป็นความจริง หากผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้ผลิตในโรงงานผลิตอาหารมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การที่อาหารสัตว์เลี้ยงไม่ได้ถูกวางตำแหน่งทางการตลาดว่าเป็น “เกรดสำหรับมนุษย์” ไม่ได้หมายความว่าส่วนผสมนั้นจะมีคุณภาพต่ำ

     

    นี่เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเข้าใจวัตถุดิบมากขึ้น

    คุณไม่ควรใช้รายชื่อวัตถุดิบเพียงปัจจัยเดียว เพื่อตัดสินเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากรายชื่อของวัตถุดิบอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะบอกถึงคุณภาพของวัตถุดิบ หรือสารอาหารที่เพียงพอสำหรับสัตว์เลี้ยง

    เจ้าของสัตว์เลี้ยงและสัตวแพทย์ควรให้ความสำคัญกับประกาศความเพียงพอด้านสารอาหารของ AAFCO และขั้นตอนควบคุมคุณภาพของผู้ผลิต แทนที่จะดูแค่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถดูโบรชัวร์ของสมาคมสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กสากล (World Small Animal Veterinary Association) หัวข้อ “วิธีเลือกอาหารที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยงของคุณ” (“Selecting the Best Food for your Pet”) ได้ที่ www.wsava.org/nutrition-toolkit

    รายชื่อวัตถุดิบมีการจัดทำขึ้นเพื่อดึงดูดผู้บริโภค รวมถึงลำดับของวัตถุดิบด้วย เช่น ใช้เนื้อแกะอยู่ในบรรทัดแรกของรายชื่อวัตถุดิบ นอกจากนี้ยังมีการรายชื่อวัตถุดิบที่ดูเป็นที่ต้องการ แต่ในความเป็นจริงแล้ววัตถุดิบดังกล่าวผสมลงไปในปริมาณน้อยมากจนไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเลย เช่น ใส่อาร์ทิโชกหรือราสป์เบอร์รี โดยใส่ไว้ถัดจากวิตามินและแร่ธาตุเสริม

    ทั้งนี้การมีวัตถุดิบมากกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณค่าทางสารอาหารจะเพิ่มขึ้น

     

Close modal