IAMS TH
Kitten Basics: Enriched Environments
Kitten Basics: Enriched Environments

adp_description_block387
ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงแมว

  • แบ่งปัน

ทาสแมวทุกคนต่างก็อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกแมวตัวน้อยของตัวเอง และหนึ่งในนั้นคือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี สิ่งนี้หมายรวมถึงการจัดหากิจกรรม ของเล่น หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยกระตุ้นสภาพร่างกายและจิตใจพวกเค้าด้วย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่ดียังช่วยป้องกันปัญหาทางพฤติกรรม เช่น การข่วน การกัด และการทำลายข้าวของได้อีกด้วย

 

การสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกแมวมีความสุขและสุขภาพดี
 

เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของคุณมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้กันได้เลย

  1. การออกกำลังกายและการเล่น – การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับน้องแมวทุกช่วงวัย ควรหาเวลาให้พวกเค้าได้วิ่ง กระโดด และเล่นตามใจชอบบ้าง โดยคุณสามารถใช้ของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น ลูกบอล ตุ๊กตา เลเซอร์ หรือคอนโดแมว เพื่อกระตุ้นให้ลูกแมวอยากเล่นและยอมเคลื่อนไหวร่างกายมากยิ่งขึ้น

  2. พื้นที่แห่งความสนุกและปลอดภัย – ควรจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเล่นและพักผ่อนให้กับลูกแมว อาจจัดเตรียมเสาลับเล็บและข้าวของอื่น ๆ ที่พวกเค้าสามารถใช้สร้างอาณาเขตเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้คุณยังสามารถนำกล่องลังหรืออุโมงค์แมวมาไว้ในบ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเค้าได้เล่น ได้สำรวจ และใช้เป็นที่ซ่อนตัว 

  3. ของเล่นที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส – น้องแมวมีประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยม ทั้งการมองเห็นและการดมกลิ่น เจ้าของจึงควรจัดหาของเล่นเพื่อช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของพวกเค้า อาจใช้ของเล่นที่มีพื้นผิวต่างกันหรือหาต้นแคทนิปมาให้แทนก็ได้ นอกจากของเล่นและอุปกรณ์แล้ว คุณอาจให้อาหารหลาย ๆ ชนิด เพื่อให้ลูกแมวได้รู้จักกับรสชาติและเนื้อสัมผัสใหม่ ๆ

  4. การเข้าสังคม – แมวเป็นสัตว์สังคมและเติบโตได้ดีเมื่อมีเพื่อน หากคุณมีลูกแมวเพียงตัวเดียว อาจใช้ตุ๊กตาสัตว์หรือกระจกเป็นเพื่อนแก้เหงาให้พวกเค้า สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยได้รับการกระตุ้นทางสังคมที่จำเป็น แต่หากคุณมีแมวมากกว่าหนึ่ง ควรจัดพื้นที่ในบ้านให้เหมาะสมและเตรียมอุปกรณ์จำเป็นให้เพียงพอสำหรับน้องแมวทุกตัว โดยอาจจัดให้มีพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันและเตรียมของเล่นหลากหลายชนิดเอาไว้ให้พร้อม 
     

    นอกจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแล้ว คุณยังสามารถจัดหากิจกรรมหรือตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อให้ลูกแมวมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เราแนะนำมีดังนี้

     

  5. ฝึกทำตามคำสั่ง – ลองฝึกสอนคำสั่งพื้นฐาน เช่น การนั่งหรืออยู่นิ่ง การฝึกจะช่วยให้ลูกแมวมีสมาธิและความมั่นใจมากขึ้น

  6. เลือกใช้ชามอาหารแบบพิเศษ – ชามอาหารประเภทนี้จะช่วยให้ลูกแมวเพลิดเพลินกับการกินมากยิ่งขึ้น และช่วยป้องกันปัญหาลูกแมวกินเร็วเกินไปได้อีกด้วย

  7. ที่นั่งริมหน้าต่าง – น้องแมวส่วนใหญ่ชอบชมวิวนอกบ้าน เพราะมันช่วยให้พวกเค้าเพลิดเพลินและได้สำรวจสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน

    การเลี้ยงน้องแมวในสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้พวกเค้ามีสุขภาพดีและมีความสุขแล้ว ยังป้องกันปัญหาพฤติกรรมได้อีกด้วย ยิ่งถ้าคุณฝึกทักษะและการเข้าสังคมอย่างเหมาะสม พวกเค้าก็จะสามารถปรับตัวได้ดีและมีความสุขในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมทำความเข้าใจความต้องการของลูกแมวและจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอาไว้ให้พร้อม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงแมว

  1. อะไรคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการเลี้ยงแมว?  
  2. มันคือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งอาจรวมถึงการเตรียมอุปกรณ์ เช่น คอนโดแมว เสาลับเล็บ ของเล่นชนิดต่าง ๆ และที่หลบซ่อนตัว นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้น้องแมวได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณตามธรรมชาติด้วย เช่น การล่าเหยื่อและการสำรวจ

     

  3. จะช่วยให้ลูกแมวคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างไรบ้าง?  
  4. ค่อย ๆ แนะนำให้ลูกแมวรู้จักพื้นที่รอบตัว โดยปล่อยให้พวกเค้าได้สำรวจตามใจชอบ และอาจใช้การกระตุ้นเชิงบวก เช่น การให้ขนมหรือพูดชมเชย ทั้งนี้เจ้าของควรเตรียมพื้นที่ส่วนตัวและปลอดภัยให้พวกเค้าด้วย  โดยอาจจะเลือกเป็นเบาะนอน กระเป๋าแมว หรือกล่องลัง คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

     

  5. ลูกแมวใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่นานแค่ไหน?
  6. ลูกแมวส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ในช่วงเวลานี้ สิ่งสำคัญคือต้องจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยและสะดวกสบายเพื่อให้ลูกแมวได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ และสร้างกิจวัตรประจำวัน ความสม่ำเสมอและความอดทนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ลูกแมวรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

     

  7. ลูกแมวต้องการความสนใจมากน้อยแค่ไหน?
  8. ลูกแมวต้องการความเอาใจใส่และการดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายของพวกเค้ายังเติบโตและพัฒนาได้ไม่เต็มที่ พวกเค้าต้องการอาหารที่ดี การดูแล การเล่น การเข้าสังคม และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยแนะนำให้ใช้เวลาร่วมกับพวกเค้าอย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้คุณสามารถปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับการดูแลลูกแมวตามช่วงวัยหรือความต้องการที่เฉพาะเจาะจงได้

     

  • Myths About Feeding Your Kitten a Raw Meat Diet
    Myths About Feeding Your Kitten a Raw Meat Diet
    adp_description_block225
    อาหารบาร์ฟ แมวกินได้หรือไม่?

    • แบ่งปัน

    การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน แมวกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก ดังนั้นจึงสามารถกินเนื้อดิบได้ แต่ไม่ใช่กับลูกแมว โดยเฉพาะลูกแมวที่มีอายุน้อยกว่า 3 – 4 สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายยังไม่สามารถย่อยเนื้อดิบ หากคุณต้องการเพิ่มเนื้อดิบในอาหารของเจ้าเหมียว คุณควรทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกันก่อน
     

    ทำไมแมวไม่ควรกินเนื้อดิบ?

    หลายคนเชื่อว่าการให้เนื้อดิบแก่แมวหรือลูกแมวนั้นไม่เป็นอันตราย แต่ทางที่ดีคุณควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเสมอเพื่อความปลอดภัยของเจ้าเหมียว รวมถึงควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจให้แมวกินเนื้อดิบ
     

    การติดเชื้อแบคทีเรีย –

    การกินเนื้อดิบเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย เช่น ซาลโมเนลล่าและเอสเชอริเชีย โคไล (อี. โคไล) โดยลูกแมวมักจะเสี่ยงต่อเชื้อโรคเหล่านี้มากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรง เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่
     

    ขาดสารอาหาร –

    การให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและสมดุลเป็นสิ่งสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของแมว การกินเนื้อดิบโดยที่ไม่กำหนดปริมาณอย่างเหมาะสมอาจทำให้แมวขาดสารอาหารที่จำเป็นได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและพัฒนาการ ควรให้แมวได้ทานอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากเนื้อสัตว์เพื่อรับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
     

    อันตรายจากเศษกระดูก –

    เนื้อดิบมักจะมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ปะปนมาด้วย ซึ่งเศษกระดูกเหล่านี้อาจทำให้แมวเกิดอาการสำลักหรือบาดเจ็บภายในระบบทางเดินอาหารได้
     

    ตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับแมวและลูกแมว

    หากคุณไม่พร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการให้เนื้อดิบ คุณสามารถเลือกให้อาหารแมวสำเร็จรูปแทนได้ เพราะตรงกับความต้องการทางโภชนาการ และมีให้เลือกทั้งแบบเม็ดและแบบเปียก ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและปลอดภัยกว่าสำหรับแมว
     

    อาหารเปียก

    อาหารเปียกมีความชื้นสูง ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้ร่างกายได้ดี เหมาะสำหรับลูกแมวที่ไม่ชอบกินน้ำหรืออาจได้รับน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน อาหารเปียกส่วนใหญ่มักจะมาในปริมาณที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องตักแบ่งให้วุ่นวาย นอกจากนี้ยังมีเนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย มีกลิ่นหอมและรสชาติที่หลากหลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี
     

    อาหารเม็ด

    อาหารเม็ดเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะให้ง่าย สะดวก และดีต่อสุขภาพฟัน เนื้อสัมผัสกรุบกรอบเหมาะสำหรับการขัดฟัน จึงช่วยลดคราบพลัคและคราบหินปูนได้ อาหารเม็ดส่วนใหญ่มีราคาไม่แพง มักจะมาในปริมาณมาก จัดเก็บได้ง่ายและนาน นอกจากนี้อาหารเม็ดสำหรับลูกแมวยังได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการเฉพาะสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการอีกด้วย
     

    หากคุณกำลังมองหาตัวเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อย เราขอแนะนำอาหารแมวไอแอมส์™ อาหารแมวเกรดพรีเมียมที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของแมวโดยเฉพาะ ทุกสูตรอาหารของเราทำด้วยความรักและความใส่ใจ มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้เจ้าเหมียวของคุณได้เอร็ดอร่อยกับอาหารทุกมื้อ
     

    ควรทำอย่างไรหากลูกแมวกินเนื้อดิบโดยไม่ตั้งใจ?

    แนะนำให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีอาการเจ็บป่วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือเซื่องซึม ให้ติดต่อสัตวแพทย์ทันทีเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม ในบางกรณี การเฝ้าสังเกตที่บ้านอาจเพียงพอแล้ว แต่ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาในทันที คุณหมอจะประเมินความเสี่ยง แนะนำการรักษาที่จำเป็น และอาจให้ผู้เลี้ยงติดตามอาการต่อจนกว่าจะแน่ใจว่าลูกแมวฟื้นตัวดีแล้ว
     

    “แมวกินเนื้อดิบได้ไหม?” เป็นคำถามที่ซับซ้อน จำเป็นต้องศึกษาและตรวจสอบอย่างรอบคอบ รวมถึงต้องพิจารณาจากอายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการทางโภชนาการของแมวด้วย หากต้องการให้แมวกินเนื้อดิบ คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ากำหนดปริมาณได้อย่างเหมาะสม แมวจะต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ ที่สำคัญต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยด้วย แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมเพิ่มเติม

Close modal